วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตาสว่างที่5: ทำไมประชาชนไทยยากจนแต่กษัตริย์ไทยรวยที่สุดในโลก?และทำไมต้องพอเพียง?

10ตาสว่างสร้างวิกฤตไทยกลายเป็นรัฐล้มเหลว:
ต้องเร่งสร้างรัฐประชาธิปไตยประชาชน
นำเสนอต่อมหาชนโดย จอห์น ลี

ตาสว่างที่5: ทำไมประชาชนไทยยากจนแต่กษัตริย์ไทยรวยที่สุดในโลก?และทำไมต้องพอเพียง?

ข่าวจากนิตยสารฟอร์บประกาศต่อชาวโลกว่ากษัตร์ภูมิพลรวยที่สุดในโลกติดต่อกันนานกว่า5ปีได้กลายเป็นประกายไฟไหม้ลามราชสำนักไทยด้วยคำถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงยากจน?แล้วทำไมกษัตริย์ภูมิพลจึงสั่งสอนให้ประชาชนอยู่อย่างพอเพียงแต่ตัวเองและลูกหลานกลับอยู่อย่างไม่รู้จักพอ?

คำถามจากเบื้องลึกในหัวใจของประชาชนได้ผุดขึ้นทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกว่าข้อความข้างต้นนี้จริงหรือ?และคำถามที่ติดตามมาก็คือทำไมประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศในกลุ่มประเทศสแกนดิเนียเวียที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและมีกษัตริย์ด้วยประชาชนเขาร่ำรวยแต่กษัตริย์กลับไม่ติดอันดับความร่ำรวยเลย?ปรากฎว่าตลอดระยะเวลากว่า5ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ไม่มีนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยแม้แต่คนเดียวที่กล้ากระโดดออกมาตอบโต้นิตยสารฉบับดังกล่าวรวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ประกาศตัวว่าจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไปก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมาโต้

อะไรคือที่มาของความร่ำรวยจนอื้อฉาวนี้?
1.ราชสำนักไทยได้สะสมทรัพย์สินทั้งทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ปล้นมาจากราชวงศ์พระเจ้าตากสินและสะสมตกทอดทั้งที่เป็นทองคำเพชรนิลจินดาที่ดินมายาวนานกว่า200ปีตั้งแต่ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้วเริ่มต้นราชวงศ์จักรีและที่สำคัญคือในระยะหลังได้ขยายตัวเป็นทุนผูกขาดที่มีอำนาจเหนือรัฐที่สูบผลประโยชน์จากประชาชนโดยตรงทั้งจากภาษีอากรและทรัพยากรของประชาชนอย่างมีสิทธิพิเศษโดยเฉพาะการผูกขาดในกิจการต่างๆที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นธนาคาร,บริษัทเงินทุน,การก่อสร้าง,โรงปูนซิเมนต์,โรงงานกระดาษและโรงงานไม้อัดเป็นต้นโดยผูกขาดอย่างมีอภิสิทธิ์นับตั้งแต่รัชการที่4เป็นต้นมาเมื่อเปิดประเทศตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งและการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเมื่อ24มิถุนายน2475ก็มิได้ทำการยึดทรัพย์สินของกษัตริย์อันเป็นต้นทางของอำนาจทางการเมืองเหมือนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก
*(แม้ในช่วงจอมพลป.ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการออกกฎหมายให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มีมูลค่ามหาศาลคือที่ดินที่อยู่กลางเมืองของทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมทั้งดอกผลจากการเช่าให้เป็นของประชาชนทั้งหมดแต่ก็มีผลเพียงระยะสั้นเพราะหลังจากจากจอมพลป.ถูกโค่นล้มโดยกษัตริย์ที่เชิดจอมพลสฤษดิ์ขึ้นทำรัฐประหารกษัตริย์ก็เข้าครอบครองเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนนี้เหมือนเดิมและยังมีการสะสมที่ดินที่เกิดใหม่จากเงินภาษีของประชาชนอีกเช่นที่ดินริมเขื่อนและริมอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริเป็นต้น)

2.ราชสำนักไทยได้แสวงหาผลประโยชน์จากทุกกิจการทั้งการลงทุนในกิจการใหม่ๆทั้งรูปการลงทุน,การรับบริจาคหุ้นที่บริษัทธุรกิจถวายให้เพื่อให้กิจการค้าของตนได้รับสิทธิพิเศษด้านต่างๆจากการตรวจสอบของรัฐรวมทั้งหุ้นที่ซื้อด้วยราคาถูกพิเศษทั้งของเอกชนและของรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปเช่นปตท.และการบินไทยรวมทั้งการทำธุรกิจในโครงการส่วนพระองค์และของลูกหลานต่างๆเช่นดอยคำ,ภูฟ้า,จิตรลดาและอีกมากมายโดยใช้เงินภาษีของประชาชนและทุนของรัฐหนุนช่วยกิจการส่วนตัวดังจะเห็นร้านค้าต่างๆที่มีชื่อเหล่านี้อยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า

การขยายทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในทุกกิจการของราชสำนักกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพลที่ยาวนานกว่า60ปีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ใส่ใจต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งก็คือทั้งหลอกลวงและ ขูดรีดผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากประชาชนและสังคมมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวเช่นการขึ้นราคาค่าเช่าที่ดินที่พักอาศัย,การขับไล่ผู้เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างศูนย์การค้า,การขอขึ้นราคาปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายต่อกระทรวงพานิชย์ที่รัฐมนตรีในทุกรัฐบาลต้องยอม,การขอสัมปทานเหมืองแร่รวมทั้งภูเขาเพื่อระเบิดทำปูนซีเมนต์เพื่อผลประโยชน์ส่วนพระองค์รวมทั้งการการเก็บสะสมเพิ่มทรัพย์สินที่ดินกระทำอยู่ตลอดเวลาไม่มีจบสิ้นจากโครงการที่ใช้เงินภาษีของประชาชนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริต่างๆที่เกิดใหม่จะมีการกันส่วนออกเอกสารสิทธิที่ริมน้ำเกือบทุกแห่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์รวมถึงที่ดินที่ไม่แน่ชัดในทางกฎหมายเช่นที่ดินของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่รัชกาลที่5ยกให้จุฬาฯเก็บผลประโยชน์เพื่อใช้ในการศึกษาก็ถูกตีความทางกฎหมายใหม่ให้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นต้น
*(ตัวอย่างการให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมแก่ผู้ที่รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทคืออธิการบดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินของจุฬาฯในช่วงการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และช่วยพัฒนาเป็นศูนย์การค้าทั้งที่สยามสแควร์และสามย่านคือนายเทียนฉายและภรรยาซึ่งเป็นอธิการบดีจุฬาฯด้วยกันทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นผู้ใกล้ชิดและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเต็มที่โดยสามีเป็นประธานสภาปฏิรูปการปกครองและภรรยาเป็นสมาชิกสภาในขณะนี้)

3.ราชสำนักไทยได้นำทรัพย์สินจากการขูดรีดประชาชนส่งทุนออกนอกเพื่อหาประโยชน์และเก็บประโยชน์ไว้ในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของตัวและครอบครัวหากเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นการซื้อกิจการโรงแรมแคมเปนสกี้ที่เป็นโรงแรมระดับโลก5ดาวที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกโดยการขยายตลาดใหม่ๆที่จะให้ผลประโยชน์โดยรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศจะช่วยดูแลคุ้มครองในฐานะทรัพย์สินส่วนตัวของประมุขแห่งรัฐที่ขยายทุนกว้างขวางโดยไม่คำนึงถึงระบอบการปกครองอาทิเช่นโรงแรมปิรามิดในนครเปียงยางเกาหลีเหนือและตัวอย่างที่โด่งดังคืออภิมหาสวนน้ำสยามในสเปน,รวมตลอดถึงกิจการทางตลาดหลักทรัพย์และกิจการสื่อสารโทรคมนาคมในต่างประเทศอาทิเช่นบริษัทเทมาเซกมหาชนและบริษัทสิงห์เทลในสิงคโปร์(ที่เคยเกิดปัญหานำมาเชิดเล่นลครหลอกลวงประชาชนที่สร้างขึ้นเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อ19กันยายน2549ที่ในเบื้องต้นทำท่าจะเอาเป็นเอาตายกับบุคคลที่เป็นตัวแทนถือหุ้นให้กับบริษัทชื่อแปลกๆแต่สุดท้ายก็โอละพ่อ)

4.ราชสำนักไทยได้ใช้อำนาจทางการเมืองและการทหารคุ้มครองธุรกิจส่วนตัวของตนทั้งๆที่กิจการทั้งหมดก็เป็นกิจการที่ยากต่อการขาดทุนและยังได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐอยู่แล้วอาทิเช่นบริษัทเงินทุนและกิจการธนาคาร,ประกันภัยและวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างแต่ธรรมชาติทางการค้าในตลาดเสรีของการแข่งขันที่แม้จะใช้อำนาจรัฐของพระองค์คุ้มครองไม่ให้ทุนที่มีศักยภาพสูงกว่าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแข่งขันได้แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการขาดทุนได้อาทิเช่นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี2540เกิดการตกต่ำของค่าเงินบาทอย่างรุนแรงทำให้หลายกิจการของกษัตริย์ภูมิพลเสียหายอย่างหนักถึงขั้นจะล้มละลายเช่นธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทปูนซีเมนต์เป็นต้นก็มีการนำเงินภาษีอากรของประชาชนเข้าอุ้มกิจการอันเป็นผลประโยชน์ส่วนพระองค์

5.ราชสำนักไทยหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นการรับเงินส่วยต่างๆจากบ่อนการพนัน,จากเจ้ามือหวยใต้ดิน,ของเถื่อน,การเลื่อนตำแหน่งทางราชการ,จากยาเสพติดในรูปของการนำเงิน,ที่ดินหรือหุ้นของบริษัทมาถวายหรือใช้อำนาจบีบให้นำเงินมาถวายในรูปของการเสด็จแทนพระองค์ไปในงานรับปริญญาบัตร,งานเผาศพ,งานยกช่อฟ้าตัดลูกนิมิตรซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่จะต้องรีดไถจากพ่อค้ารวบรวมเงินถวายหรือใช้อำนาจแกมบังคับบีบให้หน่วยราชการต่างๆบริจาคเงินเข้ามูลนิธิที่ตั้งกันดาดดื่นก็เพื่อหาเงินทั้งนั้นตามที่ปรากฎในโทรทัศน์ข่าวราชสำนักสองทุ่มเช่นการเกณฑ์พ่อค้านายทุนเถ้าแก่เถ้าแกเนี๊ยแต่งชุดไทยใส่ส้นสูงเดินยักแย่ยักยันไปรับเข็มกลัดประจำพระองค์โดยต้องจ่ายเงินเข็มละ20,000บาทหรือกรณีพระราชทานปริญญาบัตร,มหาวิทยาลัยก็จะเก็บเงินจากบัณฑิตหัวละ1,000บาทรวบรวมถวายให้โดยเสด็จครั้งหนึ่งๆเป็นเงินไม่น้อยกว่า1ล้านบาทโดยเงินที่รับทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียภาษี

ผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ที่ถวายหุ้นและเงินอย่างสม่ำเสมอ(เช่นเจ้าของกิจการบริษัทซีพี,เบียร์ช้าง,เบียร์สิงห์)ได้เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดและเป็นกิจการในพระมหากรุณาธิคุณได้รับพระราชทานครุฑไปติดหน้าร้านและทำให้พระองค์ทรงเป็นเจ้าของกิจการต่างๆมากมายในประเทศและบริษัทธุรกิจที่ถวายผลประโยชน์มากๆอย่างสม่ำเสมอก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นอภิสิทธิ์ต่างๆในหลากหลายรูปแบบอาทิเช่นกฎหมายคุ้มครองไม่ให้ทุนต่างประเทศเข้ามาทำอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์แข่งด้วย,กฎหมายการคุ้มครองการลงทุนด้านกิจการธนาคารของเจ้าซัวในอดีตแม้แต่กิจการที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้สิทธิพิเศษเช่นบริษัทการพิมพ์ก็สามารถใช้พื้นที่ที่ดีที่สุดในโรงพยาบาลศิริราชเปิดร้านหนังสือนายอินทร์กลางโรงพยาบาลทั้งที่พื้นที่ของโรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอต่อการบริการความเจ็บป่วยของประชาชนอยู่แล้วรวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการรัฐประหารจะมีบุคคลเหล่านี้หรือตัวแทนผลประโยชน์ของบริษัทเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภาและเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐประหารด้วย,โดยเฉพาะตัวอย่างเช่นบริษัทซีพีจะได้รับสิทธิพิเศษมากถึงขนาดมีตัวแทนของบริษัทไปนั่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เกียวกับการเกษตรทุกสถาบัน

จาการหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งระบบจึงทำให้ไม่อาจจะแก้ปัญหาหวยเถื่อน,บ่อนเถื่อนและลอตเตอร์รี่ขายเกินราคาได้และเกิดวงจรอุบาทว์ทั้งระบบจากการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่จะต้องขูดรีดประชาชนเป็นลำดับชั้นเพื่อนำเงินไปถวายดังกรณีตัวอย่างพลตำรวจโทพงศ์ภัทรฉายาพันธ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลางและพวกที่อยู่ในตำแหน่งเงินตำแหน่งทองแต่ละที่ยาวนานเกินวาระปกติในฐานะญาติของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา รวมทั้งคนสนิทที่อยู่ในตำแหน่งราชการระดับสูงที่ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ก็จะเป็นผู้หาเงินผิดกฎหมายส่งถวายเช่นนี้และเมื่อใครผิดพลาดทำให้เสียหายถึงพระราชวงศ์ก็จะถูกประหารรับผิดชอบเป็นส่วนตัวไป

อีกลักษณะหนึ่งที่ราชสำนักไทยเอื้อมมือไปล้วงหาผลประโยชน์ตรงๆจากงบประมาณแผ่นดินในการจัดซื้อจัดจ้างในหลายกระทรวงโดยผ่านคนจัดการมานานแล้วและที่ยืนยันได้เพราะเกิดการทุจริตขนาดใหญ่อย่างเอิกเกริกที่สังคมรับรู้แต่ไม่อาจทำอะไรได้กับคนที่เป็นตัวแทนไปหาผลประโยชน์มาถวายคือโครงการประมูลงานสร้างโรงพัก964แห่งโดยผ่านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และการซื้อเครื่องบินกริฟฟินจากสวีเดนฝูงใหญ่ที่แพงเป็นกรณีพิเศษอย่างหาเหตุผลไม่ได้โดยเปรียบเทียบกับการซื้อของประเทศโรมาเนียโดยผ่านพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นและผลลงเอยด้วยพลอากาศเอกชลิตได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นองคมนตรี และนายสุเทพทำอะไรก็ไม่ผิดแม้แต่สั่งฆ่าประชาชนและก่อจราจลปิดกรุงเทพ

เมื่อพระองค์เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปีด้วยการทำธุรกิจขูดรีดแบบโบราณและแบบสมัยใหม่โดยเก็บรวบรวมผลประโยชน์อย่างไม่พอเพียงรวมทั้งลูกหลานของตนก็แสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะเช่นนี้แล้วทำไมจึงต้องไปสั่งสอนคนทั้งประเทศให้พอเพียง?คำตอบที่ง่ายที่สุดและสั้นที่สุดคือเพื่อสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงประชาชนว่าตนเองเป็นผู้มีคุณธรรมประหนึ่งนักบวชที่หลุดพ้นจากวัตรสงสารในโลกนี้เหมือนในเทพนิยายทางศาสนาแล้ว,และกดให้ประชาชนโง่โดยให้มีความคิดอยู่กับการหาอยู่หากินไปวันๆไม่ต้องมองการพัฒนาของโลกสมัยใหม่เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าถ้าเปิดทางให้ประชาชนทุกคนโงหัวขึ้นมามองไปข้างหน้าสู่การทำธุรกิจการค้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทุกคนจะตาสว่างและเห็นความไม่เป็นธรรมของระบบและความไม่เสมอภาคในโอกาสที่รัฐต้องให้กับประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมซึ่งจะเป็นอันตรายกับระบอบราชาธิปไตยที่พระองค์แอบซ่อนอำนาจเก็บกำผลประโยชน์ส่วนตัวมายาวนาน,และนี้คือต้นเหตุแห่งความยากจนและความหล้าหลังของการพัฒนาประเทศที่ไม่อาจจะแข่งขันกับนานาประเทศได้

"ถ้าหากนักวิชาการท่านใดจะโจมตีนักการเมืองในรัฐบาลใดว่าเป็นกลุ่มทุนสามานย์ก็ขอให้พิจารณาการลงทุนและการขยายทุนและการทุจริตอย่างเปิดเผยของกษัตริย์ไทยประกอบด้วยเพื่อจะได้ชี้เป้าหมายความจริงได้ถูกต้อง...เพียงแต่ท่านจะกล้ามองและหาเหตุผลกับความเป็นจริงนี้หรือไม่"

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงรูปธรรมส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกแต่ประชาชนกลับยากจนติดอันดับโลก,แต่ไม่น่าเชื่อว่าราชสำนักไทยและทหารพระราชาจะมีจิตใจโหดร้ายที่ไม่ยอมแม้แต่จะแบ่งเศษเงินงบประมาณให้แก่ประชาชนในรูปของนโยบายรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลคนจนดังจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมากษัตริย์และทหารพระราชาได้โจมตีนโยบายรัฐสวัสดิการที่เริ่มต้นในสมัยทักษิณเป็นนายกฯว่าเป็นนโยบายประชานิยมบ้างหรือระบอบทักษิณบ้างและเป็นหนึ่งในข้ออ้างของการล้มรัฐบาลทักษิณตั้งแต่ปี2549และทุกรัฐบาลจากนั้นจนถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันนี้

------------------------------
Link ตอนที่ผ่านมา


ตาสว่าง1. รัชกาลที่9 ฆ่าพี่ชายคือจุดเริ่มต้นระบอบราชาธิปไตยใหม่  


ตาสว่างที่ 2. เพราะทหารเป็นของพระราชาประชาธิปไตยไทยจึงไม่มี


ตาสว่างที่3 ศาลเป็นของกษัตริย์: ใครเจอข้อหาหมิ่นกษัตริย์


ตาสว่างที่4: เลขากษัตริย์คือซุปเปอร์ปลัดกระทรวง


6 ความคิดเห็น:

  1. เอาง่ายๆนะในหลวงไม่ใช่คนบริหารประเทศ แต่เป็นนายกต่างหากล่ะที่เป็นคนบริหาร แต่ละโครงการกู้เงินมาเป็นแสนล้านเพื่อเอามาตอบสนองนโยบายที่เคยเสนอ โดยแทบจะไม่มีการใช้หนี้เลย ผมจำได้เมื่อ10กว่าปีก่อนคนไทย เกิดมามีหนี้คนละ300กว่าๆ แต่ดูตอนนี้สิเหยียบหลักเหมื่อน เรื่องนี้โทษในหลวงไม่ได้ ต้องโทษเราเองที่เลือกคนไม่ดีมีความรู้มาบริหารประเทศ

    ปล.คนไทยมีจำนวนประชากรโดยเฉลี่ย 65 ล้านคน ลองคูณหมื่นเข้าไปสิเท่าไหร่

    ตอบกลับลบ
    คำตอบ
    1. ผู้เขียนนำความคิดเห็นนี้ออก

      ลบ
  2. แล้วทักษิณล่ะที่จ่ายหนี้ IMF หมดก่อนกำหนดล่ะ แล้วไหนจะสร้างสนามบิน 7 ชั่วโคตรเสร็จภายในไม่กี่ปี สำนึกสิ

    ตอบกลับลบ
  3. แล้วทักษิณล่ะที่จ่ายหนี้ IMF หมดก่อนกำหนดล่ะ แล้วไหนจะสร้างสนามบิน 7 ชั่วโคตรเสร็จภายในไม่กี่ปี สำนึกสิ

    ตอบกลับลบ
  4. จะรวยได้ไง เอาแต่แดกเหล้ากัน

    ตอบกลับลบ
  5. จะรวยได้ไง เอาแต่แดกเหล้ากัน

    ตอบกลับลบ