วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ประชาธิปไตยไทย2558

"วิกฤติวังผูกติดวิกฤติประชาธิปไตย"
1มกราคม 2558
โดย...กลุ่มเสียงประชาชนไทย(สปท.)

ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่กองกำลังฝ่ายราชสำนักหวลกลับเข้าครองอำนาจเหนือฝ่ายคณะราษฎรและรวบอำนาจประเทศอย่างเบ็ดเสร็จนับแต่ปี2500เป็นต้นมาพร้อมทั้งจัดระบบอำนาจแฝงของกษัตริย์ในลักษณะ"มือที่มองไม่เห็น"จนการปกครองไทยได้กลายเป็นระบอบราชาธิปไตยและได้สร้างวิกฤติสะสมจนถึงวันนี้ไม่มีทางออกนอกจากจะเกิดการพังทะลายของระบอบราชาธิปไตยเอง

ตลอดเวลา50กว่าปีที่ผ่านมากษัตริย์ภูมิพลได้เพิ่มทวีอำนาจแฝงด้วยการโยนบาปความวุ่นวายของสังคมการเมืองไทยที่ตัวเองมีส่วนสำคัญในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังวิกฤติว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับทหารนั้นวันนี้ได้ปรากฎชัดแล้วว่าความขัดแย้งหลักของสังคมไทยคือความขัดแย้งระหว่างวังกับประชาชนคือ"วังไม่ยอมให้อำนาจเป็นของประชาชน"และล่าสุดจุดประทุที่สร้างตาสว่างทั้งแผ่นดินเมื่อใกล้สิ้นรัชกาลที่9คือความขัดแย้งแย่งชิงราชสมบัติระหว่างสมเด็จพระบรมฯและสมเด็จพระเทพฯอันเป็นบาปเคราะห์มาจากการรวมศูนย์อำนาจไว้กับราชสำนัก

ในช่วง10ปีที่ผ่านมาฝ่ายวังได้ใช้ลูกสมุนกลุ่มพันธมิตรและประชาธิปัตย์ร่วมก่อจราจลอย่างชัดแจ้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้นำกองกำลังทหารสุนัขรับใช้ก่อรัฐประหารโค่นล้มอำนาจภายใต้วาทกรรมว่า"การเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย"ครั้งแล้วครั้งเล่าและปั้นพยานเท็จด้วยคำว่า"ทักษิณคือวิกฤติของประเทศ"แต่วันนี้บ่วงบาศที่วังได้เหวี่ยงใส่ทักษิณและระบอบประชาธิปไตยได้ย้อนกลับเข้าผูกแข้งผูกขามัดวิกฤติของวังเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ขนานนามว่า"ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"ทำให้เป้าโจมตีที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่ตัวพตท.ทักษิณเคลื่อนไปสู่วิกฤติของวัง,ถึงวันนี้ไม่มีคำอธิบายแล้วว่าทำไมสังขารของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่สามารถจะบริหารประเทศได้แล้วแต่ทำไมจึงไม่ยอมถ่ายอำนาจไปสู่รัชกาลใหม่?,คำตอบเดียวที่ประชาชนไทยและคนทั้งโลกเข้าใจได้คือเกิดการแย่งชิงราชสมบัติภายในวังจนไม่อาจจะสถาปณารัชกาลที่10ได้นั่นเอง

แม้ก่อนสิ้นปีกษัตริย์ภูมิพลจะพยามลากสังขารออกมาโชว์ว่าตัวเองยังไม่ตายตามข่าวลือแต่สภาพที่เห็นก็ฟ้องตัวเองว่าหมดสภาพและหมดสติสัมปชัญญะแล้วเพราะตลอดเวลาของการถ่ายทอดร่างชายแก่ที่นั่งบนรถเข็นไม่อาจจะขยับอะไรได้แม้แต่การหันหน้าหรือขยับปากที่อ้าอยู่ตลอดเวลา

รูปธรรมที่ฟ้องตัวเองเด่นชัดคือรัฐประหาร22พฤษภาคม2557ที่คนสายพระเทพฯเช่นอธิการบดีหลายมหาวิทยาลัยที่นำมวลชนออกสมทบร่วมก่อจราจลกับกลุ่มกปปส.และแกนนำอาจารย์ลูกสมุนพระเทพฯที่แสดงตัวสนับสนุนการรัฐประหารก็ได้ขึ้นคุมสภาทั้งสอง,รวมทั้งการเตรียมการขึ้นดำรงตำแหน่งรัชกาลที่10ด้วยการปลดภาระที่เป็นเครื่องถ่วงหลังของพระบรมฯโดยจำเป็นต้องใช้พระวรฉายาศรีรัศมิ์เป็นแพะบูชายันต์และล่าสุดพลเอกเปรมประธานองคมนตรีก็ออกมารับสารภาพในโอกาสที่พลเอกประยุทธ์นำคณะเข้าเยี่ยยมคารวะอย่างมีเลศนัยว่า"พลเอกประยุทธ์ทำรัฐประหารเพื่อกษัตริย์ภูมิพล"

วิกฤติของวังจึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองตลอดปี2558โดยเฉพาะในครึ่งปีแรกที่อาจจะต้องเกิดการเปลี่ยนอำนาจครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ภาวะการหมดสภาพของกษัตริย์ภูมิพลแต่กลับถูกลากดึงเพียงเพื่อใช้ชื่อกล่าวอ้างในฐานะประมุขแห่งรัฐต่อไปเพราะความไม่ลงตัวของความขัดแย้งภายในวังเช่นนี้ได้กลายเป็นตัวเร่งทำลายเศรฐกิจที่จะส่งผลให้เกิดการพังทะลายของระบอบราชาธิปไตยหนักหน่วงยิ่งขึ้นเพราะนับแต่นี้ไปกฎหมายและเอกสารของรัฐทั้งหมดที่มีลายเซ็นของกษัตริย์ในฐานะประมุขล้วนเป็นเอกสารปลอมทั้งสิ้นเพราะกษัตริย์ภูมิพลไม่อาจจะพิจารณาและจับปากกาลงนามได้แล้ว

วิกฤติความขัดแย้งในราชสำนักครั้งนี้มีนัยยะสำคัญทำให้ประชาชนตาสว่างถึงขั้นที่ประชาชนต้องเลือกเอาว่าจะเอาประชาธิปไตยหรือราชาธิปไตยเพราะวังและอำมาตย์ได้ปิดประตูทางออกของระบอบประชาธิปไตยแล้ว,โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาชนผู้ทุกข์ยากได้เข้าใจแล้วว่าความทุกข์ยากของพวกเขาเป็นผลโดยตรงจากความเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกของกษัตริย์ภูมิพล

นับแต่การปฏิเสธที่ไม่สามารถออกมาปรากฎพระองค์ต่อสาธารณชนในวันที่5ธันวาคมที่ผ่านมาท่ามกลางความขัดแย้งแย่งชิงราชบัลลังก์ของทั้งสองฝ่ายได้กลายเป็นจุดอันตรายที่สุดของวังที่จะนำไปสู่การพังทะลายของศรัทธาทั้งสมเด็จพระบรมฯและสมเด็จพระเทพฯไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นรัชกาลที่10เพราะประชาชนได้รู้ความจริงแล้วว่าผู้ที่มักมากในอำนาจทางการเมืองอย่างไร้ขอบเขตตัวจริงเสวยอำนาจอย่างมูมมามและไร้ศีลธรรมที่สุดไม่ใช่นักการเมืองและทหารแต่เป็นคนในครอบครัวกษัตริย์ที่หลอกหลวงประชาชนมายาวนานว่าเป็นผู้มีแต่ความพอเพียงนั่นเอง

ความขัดแย้งของวังได้เปิดช่องทางให้กลุ่มทหารภายใต้การนำของกลุ่ม3ป.(ประวิทย์-ป๊อก-ประยุทธ์) หาผลประโยชน์โดยฉกฉวยตักตวงอย่างตะกะตะกามโดยการอ้างสังขารกษัตริย์บังหน้าจะส่งผลให้การร่างรัฐธรรมนูญต้องขยายเวลาออกไปเกินกว่า1ปีตามเวลาที่คสช.เคยสัญญาไว้กับประชาชนเพราะคสช.จำเป็นจะต้องแน่ชัดว่าใครจะเป็นรัชกาลที่10เพราะรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องสอดคล้องและหนุนเนื่องอำนาจของรัชกาลใหม่ที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนซึ่งภาวะความยืดเยื้อภายใต้ภาวะไร้ประมุขแห่งรัฐนี้จะกลายเป็นการเพิ่มทวีความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆซึ่งจะทำให้คสช.เกิดความหวาดกลัวและฉวยโอกาสคงอำนาจกฎอัยการศึกไว้ถาวรซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ในภาวะวิกฤติของวังเช่นนี้ได้ทำให้ความคาดหวังที่จะมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้เลยเพราะภาระกิจของการร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกสภาร่างทุกคนเข้าใจคือต้องทำให้อำนาจพรรคการเมืองและอำนาจของประชาชนอ่อนแอมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อมิให้เกิดการแข่งขันอำนาจกับการเถลิงถวัลศกใหม่ของรัชกาลใหม่ 

ปีใหม่2558จะกลายเป็นปีที่ปั่นป่วนยิ่งขึ้นกว่าปี2557จากภาวะความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวและยากอย่างยิ่งที่จะลงตัว    
----------จบ----------

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จับกระแสปฏิวัติซ้อน เพราะอะไร? โดยใคร? เพื่อใคร?

ข่าวเสรีชน



จาก สถานการณ์ที่กำลังเป็นประเด็น เลยหยิบยกมาพูดคุย กับคำถามหนาหูในเวลานี้ "ปฏิวัติซ้อน" หากเท้าความไปช่วงก่อนยึดอำนาจ ประยุทธ์มักย้ำอยู่เสมอว่าจะไม่มีการปฏิวัตแน่นอน จนดูเหมือนว่าสิ่งที่เหล่เคยพูดไว้ทำให้คนคลายสงสัย แต่แล้วเหล่เองต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อ 22 พ.ค.2557 ได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่จะด้วยเพราะคำสั่งของใครที่ไฟเขียวต่องานนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ประจักต่อสายตาคนทั่วโลกแล้วว่า ประยุทธ์พร้อมทั้งคณะได้ทำการยึดอำนาจจากประชาชนอีกครั้ง เป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของโลก การยึดอำนาจครั้งนี้มิใช่การยึดอำนาจมาจากรัฐบาลของยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด เพราะรัฐบาลได้ประกาศยุบสภาแล้ว เป็นเพียงผู้รักษาการแทนเท่านั้น

เหตุปัจจัยหลักของการยึดอำนาจนั้นมาจากความต้องการรวบอำนาจไว้กับตัวเอง เพื่อรับกับการเปลี่ยนผ่านที่กำลังมาถึง นั่นคือวาระแห่งการดับสิ้นของกษัตริย์ภูมิพล เมื่อถึงตอนนั้นต้องหาผู้ที่เหมาะสมขึ้นมาแทนกษัตริย์องค์เก่า หรืออีกเหตุผลหนึ่ง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบใหม่ก็เป็นได้ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั้นก็คือ อำนาจตอนนี้ตกอยู่กับคณะยึดอำนาจและคณะองคมนตรี ส่วนสถาบันไม่ต้องพูดถึง เพราะหมดอำนาจจากการยึดอำนาจในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ยังเห็นว่ามีการแต่งตั้งคนนั้นคนนี้ เป็นเพียงระบบจารีตปฏิบัติกันเท่านั้นเพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยการกระทำทุกอย่าง มีผู้รับสนองเรื่องอย่างเป็นระบบ การยึดอำนาจครั้งนี้ถึงแม้ไม่อาจรวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังดูว่าพวกเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ได้พอสมควร จากการตรึงกฎอัยการศึกไว้โดยไม่มีกำหนดยกเลิก เป็นการสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามที่จ้องจะเล่นงานพวกเขา และสามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้โดยตรง แต่สิ่งที่พวกเขากระทำการในครั้งนี้ ส่งผลให้ฝ่ายประชาธิปไตยตื่นตัวมากถึงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีการโจมตีกันอย่างหนักทางโลกไซเบอร์ ทั้งในและนอกประเทศอย่างเป็นระบบ และดูเหมือนจะชิงความได้เปรียบในสมรภูมินี้ มีการปิดและบล็อคทั้งเว็บไซด์ เฟสบุ๊ค และปล่อยข่าวลวงออกมาเป็นระยะเพื่อสกัดกั้นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ดูเหมือนว่ายิ่งปิดก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นปัญหาใหญ่กับคณะยึดอำนาจในครั้งนี้ พร้อมกับระบบเศรษฐกิจที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ แต่เรามาวิเคราะห์ดูว่า จากข่าว การปฏิวัติซ้อน ที่กำลังเป็นประเด็นในตอนนี้ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด เพราะมีรายละเอียดพอสมควร แต่หากมองตามสภาพเป็นจริงอาจเป็นไปได้ว่า หากปฏิวัติจริง ก็เพื่อหาทางลง แต่ก็เป็นการยึดอำนาจตัวเอง เพียงแต่ว่า หากเป็นการยึดอำนาจจากอีกฝ่าย นี่ยังเป็นคำถามว่า ยึดแล้วจะยึดให้ใคร มีเหตุผลอะไร...ซึ่งไม่ว่าใครที่จะยึดอำนาจต่างส่งผลเสียต่อประเทศชาติอย่าง รุนแรง หรือเป็นเพียงการปล่อยข่าวเพื่อเบี่ยงประเด็น ซึ่งจะจริงหรือเท็จ คำตอบมันรอเราอยู่



แต่สิ่งที่ผู้เขียนได้ลองวิเคราะห์ดู จะถูกหรือไม่ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ .....เหตุผลของคณะยึดอำนาจ ทำการยึดอำนาจในครั้งนี้ก็คือรวบอำนาจไว้กับตัวเอง กับช่วงปลายราชการ ซึ่งหากศึกษาจากประวัติศาสตร์ก็มักจะเกิดเหตุอย่างนี้เป็นประจำ เพียงแต่ล่ะยุคแต่ล่ะสมัยมีการปกครองในระบอบหรือระบบที่ต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันก็เช่นกัน เมื่อรัฐธรรมนูญถูกทำลายลง อำนาจทุกอย่างจึงตกอยู่กับคณะยึดอำนาจ สังเกตจากมาตราที่ 44 ที่ให้อำนาจมากมาย หรือจะพูดว่า องค์รัฐฐาธิปัตย์ก็ย่อมได้ แล้วมาวิเคราะห์ต่อถึงอำนาจที่มีจะสามารถกำหนดแนวทางหรือสามารถเปลี่ยนระบอบ ได้หรือไม่ เรื่องนี้น่าคิด แต่หากจะเปลี่ยน..จะเปลี่ยนเป็นระบอบอะไร แต่หัวใจสำคัญของระบอบนั้นคือผู้นำหรือประมุขนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่คุยกันมานาน และจะกินเวลาตลอดปี 2558 แน่นอน พร้อมๆกับการร่างรัฐธรรมนูญ คำถามต่อไปคือ เมื่อคณะยึดอำนาจได้กุมอำนาจไว้ในมืออย่างเข้มแข็ง การจะนำทางประเทศไปสู่ทิศทางไหนย่อมจะทำได้ไม่ยาก ..แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะลงจาอำนาจง่ายๆหรือจะยอมให้อีกฝ่ายเข้า จัดการตัวเองได้อย่างไร ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ระบอบเผด็จการทหารแม้จะอยู่ใต้แทบเท้าภูมิพลมาหลายทศวรรษ หลังสิ้นยุค จอมพล ป. สฤษดิ์ ถนอม ประภาส เรื่อยมาจนถึงยุคประวิตร ประยุทธ์ พวกเขาอาจต้องการฟื้นฟูเผด็จการทหารขึ้นมาเหนือกษัตริย์ก็เป็นได้ หรืออาจจะไม่มีสถาบันต่อไปก็เป็นได้ จากความไม่เหมาะสมของทายาท หรือเรื่องฉาวๆที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะไปแล้ว สำหรับการสรรหาผู้ที่จะขึ้นเป็น ร.10 มิใช่เรื่องของครอบครัวหรือคณะที่เกี่ยวข้องเท่านั้นอีกต่อไป ช่วยกันคิดนะครับ ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องจะจบหรืออาจบานปลายอย่างไร

เอาไว้โอกาสต่อไป จะชวนคุยเรื่องความชอบธรรมของสองพี่น้อง ว่าดีพอที่จะขึ้นหรือไม่ รวมถึงเปรมขันทีเฒ่าผู้ทะเยอทะยานอย่างไร






วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความจริงที่ต้องคิดวิกฤติสถาบันกษัตริย์คือปัญหาเราจะฝ่าข้ามได้อย่างไร?

ข่าวกอท.เสรีไทย:

ความจริงที่ต้องคิดวิกฤติสถาบันกษัตริย์คือปัญหาเราจะฝ่าข้ามได้อย่างไร? (ฟังจอมสัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข)

ดารณี  รวีโชติ
ผอ.กอท.เสรีไทย
----------------------

ความเปราะบาง"สถาบันกษัตริย์ไทย"ความจำเป็นที่ต้องปฎิรูป

http://youtu.be/MKN8j3lVaPk


วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตาสว่างที่3 ศาลเป็นของกษัตริย์: ใครเจอข้อหาหมิ่นกษัตริย์ไม่มีรอดสักราย

10ตาสว่างสร้างวิกฤตไทยกลายเป็นรัฐล้มเหลว:

ต้องเร่งสร้างรัฐประชาธิปไตยประชาชน

นำเสนอต่อมหาชนโดย จอห์น ลี


ตาสว่างที่3 ศาลเป็นของกษัตริย์:ใครเจอข้อหาหมิ่นกษัตริย์ไม่มีรอดสักราย



การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ24มิถุนายน 2475 ของคณะราษฎรเพื่อให้อำนาจอธิปไตยทั้งสามที่เป็นของกษัตริย์โอนมาเป็นของประชาชน,แต่มีหนึ่งในอำนาจนั้นที่คณะราษฎรไม่ได้แตะต้องเลยคือ"ศาล",ดังนั้นอำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยจึงเป็นอำนาจของกษัตริย์โดยสมบูรณ์ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน

โดยหลักการและตามความเป็นจริงที่ผ่านมาใครก็ตามที่มีคดีความกับกษัตริย์หรือกับครอบครัวของกษัตริย์ศาลจะตัดสินให้แพ้ทั้งนั้นดังเช่นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมถึงใครก็ฟ้องกษัตริย์และครอบครัวของกษัตริย์ต่อศาลไม่ได้และถ้าใครขืนฟ้องก็เดินไม่ทันถึงศาลก็จะเกิดอาการหัวใจขาดเลือดโดยไม่รู้สาเหตุมาก่อน,ตามความเป็นจริงมีข่าวการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหรือการตายอย่างลึกลับของหลายคน(แต่ทุกคนรู้ว่าคนในครอบครัวกษัตริย์เป็นคนสั่งฆ่าเช่นนางศิรินทิพย์ดาราหนัง,นายประเสริฐ เลขาฟ้าหญิงอุบลรัตน์และล่าสุดพ.ต.อ.อัครวุฒิ ที่ตกตึกตายในค่ายทหารเป็นต้น)แต่ไม่มีญาติผู้ตายคนใหนกล้าแม้แต่จะร้องเรียน,และนับแต่การตายของรัชกาลที่8 กษัตริย์ภูมิพลก็ยิ่งเห็นถึง"พลังอำนาจตุลาการ"ที่ศาลบางคนได้เข้าช่วยเหลือจนพ้นจากการดำเนินคดีโดยศาลตัดสินบิดเบือนโยนความผิดให้ข้าราชบริพาร3คนรับเคราะห์แทนและตัดสินประหารชีวิตจึงทำให้กษัตริย์ภูมิพลเกาะติดกับผู้พิพากษามากขึ้นไม่น้อยไปกว่าการเกาะติดอำนาจทหารเราจะเห็นได้จากการเลือกสรรคณะองคมนตรีจะมีแต่ข้าราชการสองสายอาชีพที่ถูกเรียกให้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดจำนวนมากที่สุดคือทหารกับ"ศาล"รวมถึงการแจกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองหลังการรัฐประหารทุกครั้งนอกจากมีทหารเป็นหลักแล้วก็จะมีผู้พิพากษาหรือศาลมีส่วนร่วมมากที่สุดดังจะเห็นตั้งแต่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี,นายประกอบ หุตะสิงห์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการฆ่าประชาชนเมื่อ14 ตุลาคม 2516 ,นายธานินท์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรีในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนอย่างโหดร้ายที่สุดเมื่อ 6 ตุลาคม2519และยิ่งในโลกยุคใหม่ที่ต้องการให้การบริหารรัฐมีกติตาที่ชัดเจนแต่กษัตริย์ภูมิพลกลับไม่ยอมเคารพกติตาเราจึงเห็นการขนผู้พิพากษาออกมาเล่นการเมืองในทุกรูปแบบมากที่สุดเพื่อให้การควบคุมอำนาจเป็นไปตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ภูมิพล


ต้องยอมรับความจริงว่าการรัฐประหารและการสังหารหมู่ประประชาชนในโลกยุคใหม่นั้นทำไม่ได้แล้วแต่เพราะกษัตริย์ภูมิพลและครอบครัวยังคงต้องการรักษาอำนาจแบบโบราณไว้ไม่ยอมให้เกิดการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเพราะไม่ต้องการให้อำนาจหลุดจากมือของตนและครอบครัวไปเป็นของประชาชนการรัฐประหารและการสังหารประชาชนที่พระองค์ทรงระแวงสงสัยว่าจะเป็นอันตรายต่อการถือครองอำนาจของตนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้นักกฎหมายมาออกรูปแบบโครงสร้างอำนาจให้ริดรอนอำนาจของประชาชนและซ่อนอำนาจของกษัตริย์แฝงไว้ทุกขั้นตอนแต่หากพระองค์ยังไม่พอพระทัยก็จะเกิดการส่งสัญญานให้ทำรัฐประหารอีกแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่อีกเพื่อให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระองค์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นการรัฐประหาญฉีกรัฐธรรมนูญอยู่เสมอในประเทศไทยและมีการนิรโทษกรรมอย่างง่ายๆโดยความเห็นชอบของกษัตริย์ภูมิพล


นอกจากนี้ศาลไทยยังอุกอาจกล้าที่จะปกป้องคุ้มครองการสังหารประชาชนตามพระราชประสงค์ด้วยดังจะเห็นได้ว่าการสังหารหมู่ประชาชนโดยทหารของพระราชาที่เกิดขึ้นหลายครั้งทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดแต่ปรากฎว่าผู้กระทำผิดไม่เคยถูกดำเนินคดีเลยหรือแม้หากศาลจำเป็นจะต้องรับฟ้องแต่สุดท้ายก็จะตัดสินยกฟ้องหรือทำให้คดีต้องเกิดการชะงักงันดำเนินต่อไม่ได้เช่นการสั่งจำหน่ายคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาเป็นออกคำสั่งสังหารหมู่ประชาชนคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ในปี2553 ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าทั้งสองคนนี้เป็นหุ่นเชิดของกษัตริย์ภูมิพลและราชินีที่อยู่เบื้องหลัง(เป็นที่มาของข้อความว่าไอ้เหี้ยสั่งฆ่าอีห่าสั่งยิง)เป็นต้น


ด้วยเหตุที่กษัตริย์ภูมิพลต้องการให้อำนาจสูงสุดอยู่ในมือตนเองนี้จึงจำเป็นต้องสร้างอิทธิพลครอบงำกระบวนการยุติธรรมโดยส่งเสริมวาทกรรมว่า"ศาลคือตัวแทนพระมหากษัตริย์"(ไม่ต่างอะไรกับฑูตคือตัวแทนของพระมหากษัตริย์หรือทหารพระราชา)ก็ยิ่งทำให้ศาลออกห่างจากประชาชนและออกห่างจากความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น และในภาคปฏิบัติก็ได้เลือกเฟ้นบุคคลที่พร้อมจะเป็นสุนัขรับใช้มากลุ่มหนึ่งเพื่อทำการล้างสมองโดยมอบทุนส่วนพระองค์ให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศและก่อนจะเดินทางไปก็ให้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเมื่อกลับมาก็ได้รับปูนบำเหน็จรางวัลและให้เกิดความหวังอันสูงสุดว่าถ้าศาลคนใดรับใช้ตามพระราชประสงค์ทุกอย่างจนพอพระทัยก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรีและได้ดิบได้ดีในชีวิตดังเช่นนายสัญญา ธรรมศักดิ์,นายธานินท์ กรัยวิเชียร,นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ เป็นตัวอย่าง,ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องถามว่าทำไมคนเรียนเก่งเฉลียวฉลาดอย่างนายจรัล ภักดีธนากุลหรือนายสุพจน์ ไข่มุก ที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้พิพากษาที่ผันตัวมาเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนี้จึงกล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ผิดและละเมิดหลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐานที่ใครฟังก็รู้ว่าไร้เหตุผลเช่น"ให้ราดยางถนนให้หมดก่อนค่อยคิดทำรถไฟความเร็วสูง"เป็นต้น


ภาวะการณ์ที่ศาลแสดงตัวรับใช้ถวายชีวิตให้แก่กษัตริย์ภูมิพลในบั้นปลายชีวิตที่ทรงอำนาจมากที่สุดนี้ได้เปิดเผยตัวตนของกระบวนการยุติธรรมไทยว่าเป็น"กระบวนการยุติธง"คือตัดสินคดีตามธงคำสั่งที่ส่งผ่านคนใกล้ชิดหรือหุ่นเชิดเช่นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงทำให้ระบบสังคมการเมืองไทยปั่นป่วนที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน


         --------------------

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทำไมไทย ต้องลงสัตยาบันกับ ICC ? ทำไมการลงสัตยาบัน กับ ICC จึงยังไม่สำเร็จ? โดย สุนัย จุลพงศธร



โดย สุนัย จุลพงศธร
อดีตประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทย
----------
ลักษณะประการหนึ่งของประเทศด้อยพัฒนาทางการเมืองทั้งหลาย ก็คือการมีโครงสร้างรัฐเป็นเผด็จการทหาร ซึ่งทำให้ยากจะพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยเองก็เป็นเช่นนั้น ทั้งยังมีความยากลำบากยิ่งกว่า เนื่องด้วยโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองมีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทหารและสถาบันกษัตริย์ ดังที่เห็นได้จากการรัฐประหารที่ผ่านมา ซึ่งการเข้ามาพัวพันของสถาบันดังกล่าวทางการเมืองนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดเกิดความล่าช้าติดขัด
นับแต่ปี ค.ศ. 1973 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษที่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์แก่ตาตัวเอง ซึ่งอาชญากรรมที่ทหารกระทำต่อประชาชน การฆ่าหมู่อย่างโหดร้ายเกิดขึ้นมากกว่า 5 ครั้ง โดยที่ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ กับทั้งยังมีการเข่นฆ่าคุกคามประชาชนอย่างไม่ชัดแจ้งเกิดขึ้นหลายครั้งและ ต่อเนื่องกันจนนับครั้งไม่ถ้วน รวมตลอดถึงการก่ออาชญากรรมหลากหลายลักษณะของกลุ่มการเมืองที่ได้รับการหนุน หลังจากอำนาจเผด็จการเชิงโครงสร้าง เพื่อขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเข้ายึดสนามบินนานาชาติของประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 2009 ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะเริ่มต้นดำเนินการกับผู้กระทำ ผิดได้ ทั้งที่หลักฐานต่างๆ ล้วนปรากฏอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม
ข้าพเจ้าทราบถึงปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวข้างต้นเป็นอย่างดี และเชื่อว่าในอนาคตจะเกิดการฆ่าประชาชนอย่างโหดร้ายยิ่งกว่าในอดีต เนื่องเพราะความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจในโครงสร้างการเมืองไทยซึ่งอยู่ในระยะ เวลาที่มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งดังเช่นในเวลาปัจจุบันนี้
----------
ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ข้าพเจ้ายังดำรงตำแหน่งอยู่ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าควรใช้สถานภาพของตนเองในการช่วยยับยั้งและหยุดเหตุการณ์ ที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน และข้าพเจ้าเห็นว่าศาลอาญาระหว่างประเทศนี้เป็นทั้งองค์กรสำคัญและความหวัง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันจะสามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชน ไทยได้
----------
ดังนั้น ข้าพเจ้า ในฐานะที่เป็นประธานกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรประเทศไทย จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อน เพื่อให้ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันเป็นสมาชิก ICC โดยสมบูรณ์ หลังจากที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามเป็นสมาชิก ICC ในเบื้องต้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2000 ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเองได้รู้ถึงอุปสรรคที่ขัดขวางทั้งขั้นตอนทางกฎหมายและทาง ปฏิบัตินั้น แต่ข้าพเจ้าก็ได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดโดยได้ดำเนินการไปแล้วดังนี้
1. ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเยี่ยมคารวะท่านประธานICC ที่กรุงเฮก 2 ครั้ง คือในปี ค.ศ. 2011 และ 2012 และมีข้อน่าสังเกตที่สำคัญว่า เพียงแค่มีข่าวว่าข้าพเจ้าจะเดินทางไปเยี่ยมคารวะประธาน ICC ในครั้งแรกนั้น ก็ได้รับการแถลงข่าวคัดค้านอย่างเปิดเผยจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นผู้นำกองทหารทำรัฐประหารและได้รับการแต่งตั้งลงนามให้ เป็นนายกรัฐมนตรี

2. การพบกับประธาน ICC ทั้งสองครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้หารือและติดตามการฟ้องร้องดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในข้อหาสั่งให้ทหารออกมาฆ่าประชาชนไทยในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2010 ดังที่ทนายความชื่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ชาวแคนาดา ในฐานะตัวแทนผู้เสียชีวิตชาวไทย เป็นผู้ยื่นฟ้องคดี และได้ทำการหารือเพื่อจะเชิญท่านประธาน ICC มาเยือนประเทศไทย เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พิพากษา ทหาร และตำรวจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเห็นประโยชน์ของ ICC ในการคุ้มครองชีวิตประชาชน ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าพเจ้าได้ดำเนินการจัดเตรียมการสัมมนาดังกล่าวที่รัฐสภาไทย และท่านประธาน ICC ก็ได้มีหนังสือตอบรับการจะเดินทางมาประเทศไทยแล้วในกลางปี ค.ศ. 2013 แต่ทว่าในช่วงเวลาดังกล่าวก็เกิดการจลาจลในประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การล้มระบอบประชาธิปไตยจนเกิดเป็นภาวะ วิกฤติในขณะนี้ และมีผลให้ท่านประธาน ICC ไม่สามารถเดินทางมาเยือนประเทศไทยได้
3. ตลอดระยะเวลาของปี ค.ศ. 2012 เชื่อมต่อกับปี ค.ศ. 2013 ข้าพเจ้า ในนามกรรมาธิการต่างประเทศฯ ได้ทำการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนในประเทศไทยมากกว่า 10 ครั้ง และได้ประสานงานกับองค์กร CICC โดยติดต่อประสานงานกับนางเอเวอลีน และได้เชิญให้มาเข้าร่วมการสัมมนาย่อยที่จัดขึ้นในรัฐสภาของไทยด้วย และ ข้าพเจ้ายังได้ทำการประสานงานเชิญให้นางเอเวอลีน ในฐานะตัวแทน CICC เข้าเยี่ยมปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อผลักดันให้ไทยลงนามให้สัตยาบัน ICC
----------
การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นในช่วงระยะ 2 ปีเศษ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญของระบอบการปกครองไทย ซึ่งทำให้เป็นการยากที่จะลงนามในสัตยาบัน ICC ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญดังกล่าวมีอยู่ 3 ประการ คือ
1. ในหลักการของ ICC ไม่มีข้อยกเว้นการดำเนินคดี แม้แต่กับประมุขของรัฐหากเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในข้อหาฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่โดยกฎหมายแล้วนั้น การดำเนินคดีใดๆ กับประมุขของประเทศไทยไม่อาจจะกระทำได้ ดังนั้น การดำเนินการเพื่อเข้าสู่การลงสัตยาบันของไทย จึงไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการไทย ทำให้เรื่อง ICC ในไทยถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี
2. การลงสัตยาบันผูกผันรัฐไทยนั้น จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกจากการแต่งตั้งของกลุ่มสถาบันฯ และเผด็จการทหาร ร่วมกับสมาชิกสภาฝ่ายค้านที่ทำงานใกล้ชิดกับเผด็จการทหาร ซึ่งรวมแล้วมีมากกว่าครึ่งสภา
3. ในเชิงอำนาจแล้วนั้น สถาบันทหารไทย มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะทั้งทางกฎหมายหรือทางวัฒนธรรม รวมถึงด้วยว่าตามข้อเท็จจริงนั้น เมื่อมีการยึดอำนาจดังเช่นปัจจุบัน การดำเนินการเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ก็จะถูกกีดกันอย่างชัดแจ้งจากสถาบันฯ ดังเช่นในขณะนี้
จึงนำเสนอเป็นข้อมูลประกอบการประชุมของ ICC ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2014
---------------------------------------------------------
Why Thailand must ratify the International Criminal Court?
And why has it not done so?
By Sunai Chulpongsatorn
Former Chairman of Committee on Foreign Affairs of the House of Representative of Thailand.
And Former Member of the House of Representative of Thailand.
----------
One of the features political underdevelopment a country possesses a social structure that allows military dictatorship to flourish. This kind of structure hinders democratic progress in the country. Thailand is one of such countries. The case of Thailand may be even more difficult, as its political institutions are very complex, especially, the Monarch-Military relationship. This complex is manifested in the recent coup d’état. The involvement of these institutions is one of many reasons that hampers judicial and justice processes.
From 1973 to the present, more than half a century, I have witnessed the crime that the military have committed to the Thai people. Yet perpetrators and instigators are free with impunity. More than five massacres occurred; and countless intimidation against people went unnoticed. There are political groups that instigate many criminal activities aiming at obstructing democratic development. These groups and crimes are backed by dictatorial power. One of the prime example is the seizure of the Bangkok International Airport in 2009. It has been five years since the seizure but the judicial process cannot even begin to bring justice despite abundant evidences
As a politician, I, personally, do understand this structural problem. I believe there will be another bloodshed in the near future, in which it may even be more violent and intimidating than what happened in the past. That is because the current predicament involves a conflict within Thai political structure during this current volatile period.
----------
As a matter of fact, when I was in my position, I believe it was my duty to help prevent any development that would threaten the livelihood of the people. And I strongly believe that the International Criminal Court (ICC) is an important body that will be both a protection of human rights in Thailand and a hope for the lives of all Thais.
----------
Therefore as the Chairman of the Standing Committee on Foreign Affairs of the House of Representative of Thailand, I administered Thailand’s legislative process toward the ratification of the ICC commitment as the next step after Thailand became a signatory state to the Rome Statue since October 2000. Despite both legal and non-legal impediments in the process, I successfully did the following:
1. I visited Honorary Sang-Hyun Song (then the Judge-President of the ICC) and Mr. Michel de Smedt (then the head investigation of the ICC) twice in The Hague, the Netherlands in 2011 and 2012. During both visits, however, I was publicly reprimanded and condemned by General Prayuth Chan-ocha (then Commander of the Army of Thailand) who is the current Coup leader and appointed Prime Minister of the Junta Government.
2. During both visits, I followed up the case against Mr. Abhisit Vejchajiva, former Prime Minister of Thailand. Mr Abhisit was accused of committing crimes against Thai people over his order for a military crackdown on the pro-democracy protestors in May 2010, in which the case was filed by Mr. Robert Amsterdam. I also extended my invitation to the President of the ICC to Thailand. This meant to provide the information about the ICC for the public, especially for the Judge, the military and the police. This is to give the understanding about the ICC. As a matter of fact, the President accepted the invitation and the visit was scheduled in mid-2013. However, the visit was eventually cancelled for security reason when the anti-government demonstration started to expand to a full scale riot with a call for military intervention against the elected government.
3. Furthermore, I organized more than ten seminars within Thailand from 2012-2013 to disseminate the information about the ICC I also coordinated a meeting between the Thai Parliament and Ms Evelyn Balais-Serrano, Coordinator for the Coalition of the International Criminal Court – Asia Pacific (CICC Asia-Pacific). She also had an official meeting with Dr. Surapong Tovichakchaikul (then Foreign Minister of Thailand) to push and discuss about Thailand’s process of ratifying the ICC.
----------
From my involvement in promoting the ICC in Thailand during those two years, I have come to understand clearly about structural impediments embedded in Thailand’s political structure. To simplify, there are three aspects that hinder the ICC ratification process as follows:
1. The principle of ICC does not grant anyone immunity from prosecution for his/her crimes, even the head of state, if such crimes involve killing people. However, according to Thai laws, the head of the state cannot be prosecuted for any case whatsoever. Therefore, the ICC ratification process did not receive full cooperation from Thai bureaucracy and was intentionally delayed through red tape for more than 10 years.
2. Ratification by Thailand as a state party will need an approval from the Parliament, which means it must be approved by both houses (the House of Representatives and the Senate). However, the majority of the Senate (both APPOINTED and elected) and the opposition, together constituted more than half of the members of Parliament, worked closely with the military to interrupt the process.
3. In terms of political power, the relationship between the military institution and the monarchy is closely tied in both legal and traditional aspects. As a result, whenever there is a coup d’état the democratic process and human rights progress are openly stalled by these institutions. This is the situation Thailand is currently facingtoday.
I wish to present this information to the meeting of the International Criminal Court at the United Nations, New York City, December 2014.

แถลงการณ์เลขาธิการองค์การเสรีไทย 15 ธันวาคม 2557

 เสรีไทยใส่เกียร์เดินหน้า,จดทะเบียนองค์กรชอบด้วยกฎหมายอเมริกันและร่วมมือกับICCขับเคลื่อนปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย,ฟังรายละเอียดจากรายการมหาวิทยาลัยประชาชน

ฟังเสียง Link http://youtu.be/O9iN1J7MAvw





วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"จอม เพชรประดับ" แจงถูกกล่าวหา เหตุทำหุ้นร่วง ซัด "ประยุทธ์" ชายชาติทหารต้องกล้ารับผิดชอบอย่าสร้าง "แพะ" เพิ่ม

คำชี้แจง
จอม เพชรประดับ

กรณีถูกกล่าวหา เป็นเหตุทำให้หุ้นไทยร่วงรุนแรง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557

กรณี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์สื่อในประเทศไทยว่า ผม (นายจอม เพชรประดับ) เป็นสาเหตุของการปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนสร้างความตื่นตระหนก ทำให้หุ้นไทยร่วงลงอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี เรื่องนี้ สร้างความไม่สบายใจและเป็นกังวลให้กับผมอย่างยิ่ง เพื่อความเป็นธรรมในการประกอบวิชาชีพของผมเอง และบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงในการสัมภาษณ์ของผม จึงขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงทำความเข้าใจดังนี้
ประเด็นแรก – เรื่องข่าว “เบื้องหลัง สมเด็จพระบรม ทรงหย่า กับหม่อมศรีรัศมิ์” ที่อยู่ในเวปไซด์ “Thaivoicemedia.com”นั้น เป็นการอ้างแหล่งข่าวระดับสูงในราชวงศ์ ซึ่งข่าวนี้ ผมได้พูดคุยกับบุคคลที่เป็นแหล่งข่าวระดับสูงในราชวงศ์จริง และเหตุที่ได้นำเสนอข่าวนี้ออกไป เพราะเห็นว่า เป็นข้อมูลที่จะทำให้ประชาชนได้เข้าใจกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในราชวงศ์ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจและต้องการที่จะรับรู้อย่างยิ่ง อีกทั้งเห็นว่า เป็นข้อมูลที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ สมเด็จพระบรมฯ มากยิ่งขึ้น เพราะข่าวที่ออกมาโดยส่วนใหญ่อาจจะทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่า “หม่อมศรีรัศม์” เป็นฝ่ายถูกกระทำ

รวมทั้งการพูดถึงพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่ทรงมีพระอาการดีขึ้นเป็นลำดับแล้วนั้น ก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย
ผมตระหนักดีว่า จำเป็นที่จะต้องระบุชื่อแหล่งข่าวอย่างชัดเจน ในทุกข่าวที่นำเสนอ แต่กรณีนี้ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า หากระบุชื่อจริงลงไป ก็จะสร้างความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เป็นแหล่งข่าวอย่างมาก แม้จะเป็นการพูดด้วยความปรารถนาดีและด้วยความรัก ห่วงใยต่อองค์รัชทายาทก็ตาม ซึ่งนี่ก็คือความรับผิดชอบที่สำคัญของสื่อมวลชนด้วยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง– เกี่ยวกับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ผมได้แสดงทรรศนะ ความคิด ความเชื่อของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วหลายครั้ง ผมยืนยันอีกครั้งว่า ผมเป็นคนไทย คนหนึ่ง ที่มีสำนึกรักและศรัทธา สถาบันพระมหากษัตริย์ มาโดยตลอด แต่ในความเป็นสื่อมวลชน ก็ต้องอยู่กับข้อเท็จจริง ความเปลี่ยนแปลงผลิกผันของสังคมโลกยุคใหม่ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ ในทุกเรื่อง ทุกประเด็นที่ส่งผลและเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา

“สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย” ซึ่งถูกสร้างให้กลายเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาสูงสุดของคนไทยทั้งชาติ เป็นใจกลางของความเป็นประเทศไทย จึงถูกท้าทายด้วยปรากฎการณ์ใหม่นี้ วัฒนธรรมของสังคมใหม่ ที่เน้นการตั้งคำถาม การตรวจสอบ การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ ในฐานะของสื่อมวลชน ซึ่งต้องทำงานบนพื้นฐานความสนใจและความเปลี่ยนแปลงใน สังคมโลกยุคปัจจุบัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสำเสนอ หรือพูดถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว

แม้เป็น “สื่อมวลชน” แต่ด้วยความเป็น “คนไทย” การตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ก็เป็นไปด้วยความรัก ความศรัทธา และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ “สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย” ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในผืนแผ่นดินไทย การที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจใคร่รู้ในสถาบันอันเป็นสิ่งศรัทธาสูงสุดเวลานี้ จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ การตรวจสอบ การตั้งคำถาม ล้วนแล้วอยู่บนความปรารถนาดีที่ต้องการช่วย พยุงให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปให้ได้อย่างปลอดภัยนั่นเอง นี่คือความเชื่อมั่นและความรู้สึกนึกคิดของผมต่อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย”

ประการที่สาม – การสัมภาษณ์ คุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตนักการเมือง ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ในประเด็น “ความเปราะบางของสถาบันกษัตริย์ไทย” เป็นเหตุผลที่ต่อเนื่องจากคำอธิบายดังกล่าวข้างต้น และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ คุณจักรภพ ให้สัมภาษณ์ในเชิงการตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันกษัตริย์ไทย แต่ได้ทำมาแล้วหลายครั้ง ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยดิ่งร่วงลงอย่างที่สุดแต่อย่างใด

ประการที่สี่ – คุณสรรเสริญ แก้วกำเนิด หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารไทย พยายามยัดเยียดให้ผมเป็น “ทาสรับใช้ระบอบทักษิณ” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ผมพยายามอธิบาย ชี้แจง และได้พิสูจน์ตัวเองในเรื่องนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

การทำหน้าที่สื่อมวลชนของผม ต้องใช้ความอดทน และพยายามอย่างยิ่ง ที่ต้องมั่นคงอยู่กับข้อเท็จจริง สร้างความเป็นธรรม และพยายามรักษาปกป้อง สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่ก็ไม่วายต้องถูกต้องผลักไสให้ไปอยู่กับฝ่ายฝั่งตรงกันข้ามเสียทุกครั้ง

คงจำกันได้ ในยามที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้อำนาจของ “ระบอบทักษิณ” ผมเองก็ถูกกระทำและถูกขัดขวางการทำหน้าที่สื่อมวลชน จนไม่อาจปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้จากอำนาจของฝ่าย “ระบอบทักษิณ” ด้วยเหมือนกัน

เป็นความไม่เป็นธรรมสำหรับผม อย่างยิ่ง ที่กลุ่มอำนาจทั้งหลายที่ขัดแย้ง และพยายามแย่งอำนาจกันเอง แต่กลับทำให้ผมกลายเป็น “แพะทางการเมือง” เสียทุกครั้ง แม้ในยามนี้ที่ชีวิตของผมต้องประสบกับความยากลำบากอย่างที่สุด ในเวลานี้ ผมไม่เคยได้รับความช่วยเหลือ จาก คุณทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองใด ๆ เลย มีเพียงเพื่อนพี่น้องคนไทยที่ห่วงใย และรักในบ้านเมืองไทยเท่านั้นเองที่คอยให้ความเมตตาช่วยเหลือผมอยู่ในขณะนี้

ผมขอวิงวอนว่า อย่าทำให้การปฎิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของผมไปให้เครดิตกับ ระบอบทักษิณ หรือกลุ่มการเมืองใดอีกเลย
ประการสุดท้าย – ความผิดพลาด และล้มเหลวในการบริหารประเทศ ของ รัฐบาลเผด็จการทหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหลายเรื่อง หลายประเด็น ล้วนแล้วสร้างความเสียหายต่อคนไทยอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ และบุคคลที่อยู่ในคณะรัฐบาลควรจะหันกลับมาพิจารณาตัวเองมากว่า แทนที่จะโยนความผิดพลาดนี้ให้กับ ผม หรือ บุคคลอื่น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อำนาจสูงสุดมาด้วยการทำรัฐประหาร ซึ่งไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว แต่หากต้องพิสูจน์ความเสียสละและความจริงใจที่ต้องการทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ และด้วยจิตใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องมีความรับผิดชอบในความผิดที่เกิดขึ้น กรณีหุ้นดิ่งลงเหวอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ในเบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องโยนความรับผิดชอบนี้ไปที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ในฐานะผู้รับผิดชอบเบื้องต้นมากกว่า แทนที่จะเอา ผม ไปเป็นแพะ เหมือนกับความล้มเหลวอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ท่านมีอำนาจสูงสุดในประเทศ
ขอย้ำและขอยืนยันอีกครั้งว่า แม้ผมไม่สามารถอยู่ในประเทศอันเป็นที่รักของผมได้ แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชนไทย เพื่อเรียกร้อง ปกป้อง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์ให้กับคนไทยทั้งแผ่นดินต่อไป เพื่อวันหนึ่งคนไทยทั้งประเทศจะได้ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของประเทศไทยที่แท้จริง แม้สุดท้ายผมเองอาจจะไม่มีวันกลับมาตายในแผ่นดินอันเป็นที่รักของตัวเองก็ตาม

ด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อทุกคน

จอม เพชรประดับ