วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประมวลความชั่วบุคคลสำคัญ: ผลงานจากผู้ไม่อยากเห็นคนเช่นนี้เกิดอีกบนแผ่นดินไทย


••••••••••••••••
แม้ยังไม่เปิดอ่านก็อย่าให้ผ่านไป, ควรเซฟเก็บไว้ให้ลูกหลานเพื่อประจานต่ออีก3ชั่วคน
■ความเลวของเฒ่าเปรมโดยละเอียดไม่มีที่ติ

รวมลิงก์แฉความชั่ว เปรม ติณสูลานนท์ Part 1

- - - - - - - - - -
เปิดโปงประวัติ เปรม ติณสูลานนท์
หรือ เปรมิกา หรือ เปรมี่องคมนตรีเฒ่าจอมโกงชาติ
คน กาลี-ศรีแผ่นดิน
ที่กูอัพไปก่อนหน้านี้ 7 ตอน ดังนี้
1. ภาพรวมความกาลี ‪#‎ชี้หน้าคนโกงตอนที่1‬
(อย่าไหว้คนโกง)
https://www.facebook.com/secret100million/posts/331070110424525:0
- - - - -
2. ‪#‎ชี้หน้าคนโกงตอนที่2‬ ตอนฉีดยาจนหลังตรง
และรูทวารคอนเนคชั่น
https://www.facebook.com/secret100million/posts/331859897012213:0
- - - - -
3. คนดี ต้อง อกตัญญู
https://www.facebook.com/Guenlighten/posts/721050654675911
- - - - -
4. คนดี ต้องมีมูลนิธิ
https://www.facebook.com/Guenlighten/posts/720023824778594
- - - - -
5. คนดี ไม่โกง คนดีรังเกียจคนโกง
https://www.facebook.com/Guenlighten/posts/721566517957658
- - - - -
6. วลีเด็ด "เกิดมา ต้องแทน บุญคุณแผ่นดิน"
แล้วพล.อ.เปรม ตอบแทนแผ่นดินอย่างไร ?
https://www.facebook.com/secret100million/posts/332574156940787:0
- - - - -
7. โพสท์ให้ดาวน์โหลด เรื่องสมุดปกม่วง
https://www.facebook.com/secret100million/posts/332497166948486:0
- - - - - - - - - -
ที่เขียนไป 7 โพสท์นั้น ยังไม่สามารถสรุป ให้สมเกียรติ ความเป็น ‪#‎คนโกงแห่งชาติ‬ ของเปรมได้หมด กูจึงจะเพิ่มตอนต่างๆ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้
เรื่อง คึกฤทธิ์ เขียนถึง เปรม
เรื่อง เอกสาร เงินเดือน องคมนตรี
เรื่อง ประวัติต้นตระกูล ติณสูลานนท์
เรื่อง เส้นทางสู่อำนาจ
เรื่อง เขาสอยดาว
เรื่อง พระราชดำรัสในหลวงถึงองคมนตรี
เรื่อง ความสัมพันธ์ เปรม และ สุตสาย กลุ่มกระทิงแดง
บางตอนจะเป็นการ รีโพสท์ และเรียบเรียงใหม่
ให้ข้อมูลรอบด้านมากยิ่งขึ้น สะดวกต่อการสืบค้น
และบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ
- - - - - - - - - -
กูจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลของเปรมี่ ต่อไป อย่างไม่สนใจกระแสโลกข่าวโซเชียล เพราะกูไม่รู้ว่า ชีวิตกูจะหาไม่ไปในวันไหน แต่กูรู้ว่า ข้อมูลเหล่านี้ หากเปิดเผยออกไป จะช่วยให้คนไทย ตาสว่างมากยิ่งขึ้น และโปรดรับรู้ช่วยกันว่าข้อมูลบางอย่าง ต้องสืบค้น และรีดเค้นออกมา ทั้งจากความทรงจำ และจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- - - - - - - - - -
ดังนั้น หากท่านเห็นว่า มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้าง
กูก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ร่วมกันแชร์ออกไป
เซฟเก็บไว้ เอาไปจัดหน้าใหม่ แล้วปรินท์แจกจ่ายกันอ่าน
- - - - - - - - - -
ถ้าท่านไม่รู้จะต่อต้านอำนาจคนชั่วนี้อย่างไร
ท่านก็ช่วยใช้อำนาจในการ แชร์ ของท่าน
ช่วย แชร์ มันออกไปด้วยเถิด
ติดตามเนื้อหาตอนต่อไป ๆ ได้ที่นี่ เร็วๆนี้
ปล. กูจะแฉมึง ให้ไทยเขารู้ความชั่วของมึง
จนพอถึงวันตายของมึง ก็ได้ประวัติงานศพเล่มใหม่พอดี
และกูมั่นใจว่า ประชาชนเขาจะต้องจุดพลุเฉลิมฉลอง
ให้แก่วันตายของมึง ไอ้เปรม ติณสูลานนท์
ไอ้คนชั่วล้มล้างประชาธิปไตย ไอ้คนจัญไรโกงชาติ
---------------
https://www.facebook.com/video.php?v=744132565700912    "ต้นแบบแห่งความชั่วช้า สารเลว..." ฆาตกรเลือดเย็น
คงไม่พ้น "อีเปรม สี่เสา" หรือ "ไอ้เฒ่ากาลี"

ชั่วชีวิตจิตวิณญาณ คงหมกวุ่น หลุมหลงในกาม กระหายอำนาจหาที่สุดไม่ได้.... หากินกับครอบครัวกษัตริย์มาทั้งชีวิต ....เบียดบังภาษีประชาชน..กินฟรี..อยู่ฟรี..อยู่บ้านหลวงแดกเงินเดือนเป็นภาษีประชาชน 

ฆาตกรหลวง แต่เสือกมาสอนเรื่องคุณธรรม

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตาสว่างที่5: ทำไมประชาชนไทยยากจนแต่กษัตริย์ไทยรวยที่สุดในโลก?และทำไมต้องพอเพียง?

10ตาสว่างสร้างวิกฤตไทยกลายเป็นรัฐล้มเหลว:
ต้องเร่งสร้างรัฐประชาธิปไตยประชาชน
นำเสนอต่อมหาชนโดย จอห์น ลี

ตาสว่างที่5: ทำไมประชาชนไทยยากจนแต่กษัตริย์ไทยรวยที่สุดในโลก?และทำไมต้องพอเพียง?

ข่าวจากนิตยสารฟอร์บประกาศต่อชาวโลกว่ากษัตร์ภูมิพลรวยที่สุดในโลกติดต่อกันนานกว่า5ปีได้กลายเป็นประกายไฟไหม้ลามราชสำนักไทยด้วยคำถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงยากจน?แล้วทำไมกษัตริย์ภูมิพลจึงสั่งสอนให้ประชาชนอยู่อย่างพอเพียงแต่ตัวเองและลูกหลานกลับอยู่อย่างไม่รู้จักพอ?

คำถามจากเบื้องลึกในหัวใจของประชาชนได้ผุดขึ้นทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกว่าข้อความข้างต้นนี้จริงหรือ?และคำถามที่ติดตามมาก็คือทำไมประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศในกลุ่มประเทศสแกนดิเนียเวียที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและมีกษัตริย์ด้วยประชาชนเขาร่ำรวยแต่กษัตริย์กลับไม่ติดอันดับความร่ำรวยเลย?ปรากฎว่าตลอดระยะเวลากว่า5ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ไม่มีนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยแม้แต่คนเดียวที่กล้ากระโดดออกมาตอบโต้นิตยสารฉบับดังกล่าวรวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ประกาศตัวว่าจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไปก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมาโต้

อะไรคือที่มาของความร่ำรวยจนอื้อฉาวนี้?
1.ราชสำนักไทยได้สะสมทรัพย์สินทั้งทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ปล้นมาจากราชวงศ์พระเจ้าตากสินและสะสมตกทอดทั้งที่เป็นทองคำเพชรนิลจินดาที่ดินมายาวนานกว่า200ปีตั้งแต่ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้วเริ่มต้นราชวงศ์จักรีและที่สำคัญคือในระยะหลังได้ขยายตัวเป็นทุนผูกขาดที่มีอำนาจเหนือรัฐที่สูบผลประโยชน์จากประชาชนโดยตรงทั้งจากภาษีอากรและทรัพยากรของประชาชนอย่างมีสิทธิพิเศษโดยเฉพาะการผูกขาดในกิจการต่างๆที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นธนาคาร,บริษัทเงินทุน,การก่อสร้าง,โรงปูนซิเมนต์,โรงงานกระดาษและโรงงานไม้อัดเป็นต้นโดยผูกขาดอย่างมีอภิสิทธิ์นับตั้งแต่รัชการที่4เป็นต้นมาเมื่อเปิดประเทศตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่งและการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเมื่อ24มิถุนายน2475ก็มิได้ทำการยึดทรัพย์สินของกษัตริย์อันเป็นต้นทางของอำนาจทางการเมืองเหมือนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก
*(แม้ในช่วงจอมพลป.ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการออกกฎหมายให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มีมูลค่ามหาศาลคือที่ดินที่อยู่กลางเมืองของทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมทั้งดอกผลจากการเช่าให้เป็นของประชาชนทั้งหมดแต่ก็มีผลเพียงระยะสั้นเพราะหลังจากจากจอมพลป.ถูกโค่นล้มโดยกษัตริย์ที่เชิดจอมพลสฤษดิ์ขึ้นทำรัฐประหารกษัตริย์ก็เข้าครอบครองเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนนี้เหมือนเดิมและยังมีการสะสมที่ดินที่เกิดใหม่จากเงินภาษีของประชาชนอีกเช่นที่ดินริมเขื่อนและริมอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริเป็นต้น)

2.ราชสำนักไทยได้แสวงหาผลประโยชน์จากทุกกิจการทั้งการลงทุนในกิจการใหม่ๆทั้งรูปการลงทุน,การรับบริจาคหุ้นที่บริษัทธุรกิจถวายให้เพื่อให้กิจการค้าของตนได้รับสิทธิพิเศษด้านต่างๆจากการตรวจสอบของรัฐรวมทั้งหุ้นที่ซื้อด้วยราคาถูกพิเศษทั้งของเอกชนและของรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปเช่นปตท.และการบินไทยรวมทั้งการทำธุรกิจในโครงการส่วนพระองค์และของลูกหลานต่างๆเช่นดอยคำ,ภูฟ้า,จิตรลดาและอีกมากมายโดยใช้เงินภาษีของประชาชนและทุนของรัฐหนุนช่วยกิจการส่วนตัวดังจะเห็นร้านค้าต่างๆที่มีชื่อเหล่านี้อยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า

การขยายทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในทุกกิจการของราชสำนักกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพลที่ยาวนานกว่า60ปีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ใส่ใจต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งก็คือทั้งหลอกลวงและ ขูดรีดผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากประชาชนและสังคมมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวเช่นการขึ้นราคาค่าเช่าที่ดินที่พักอาศัย,การขับไล่ผู้เช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างศูนย์การค้า,การขอขึ้นราคาปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายต่อกระทรวงพานิชย์ที่รัฐมนตรีในทุกรัฐบาลต้องยอม,การขอสัมปทานเหมืองแร่รวมทั้งภูเขาเพื่อระเบิดทำปูนซีเมนต์เพื่อผลประโยชน์ส่วนพระองค์รวมทั้งการการเก็บสะสมเพิ่มทรัพย์สินที่ดินกระทำอยู่ตลอดเวลาไม่มีจบสิ้นจากโครงการที่ใช้เงินภาษีของประชาชนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริต่างๆที่เกิดใหม่จะมีการกันส่วนออกเอกสารสิทธิที่ริมน้ำเกือบทุกแห่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์รวมถึงที่ดินที่ไม่แน่ชัดในทางกฎหมายเช่นที่ดินของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่รัชกาลที่5ยกให้จุฬาฯเก็บผลประโยชน์เพื่อใช้ในการศึกษาก็ถูกตีความทางกฎหมายใหม่ให้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นต้น
*(ตัวอย่างการให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมแก่ผู้ที่รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทคืออธิการบดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินของจุฬาฯในช่วงการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์และช่วยพัฒนาเป็นศูนย์การค้าทั้งที่สยามสแควร์และสามย่านคือนายเทียนฉายและภรรยาซึ่งเป็นอธิการบดีจุฬาฯด้วยกันทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นผู้ใกล้ชิดและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเต็มที่โดยสามีเป็นประธานสภาปฏิรูปการปกครองและภรรยาเป็นสมาชิกสภาในขณะนี้)

3.ราชสำนักไทยได้นำทรัพย์สินจากการขูดรีดประชาชนส่งทุนออกนอกเพื่อหาประโยชน์และเก็บประโยชน์ไว้ในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของตัวและครอบครัวหากเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นการซื้อกิจการโรงแรมแคมเปนสกี้ที่เป็นโรงแรมระดับโลก5ดาวที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกโดยการขยายตลาดใหม่ๆที่จะให้ผลประโยชน์โดยรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศจะช่วยดูแลคุ้มครองในฐานะทรัพย์สินส่วนตัวของประมุขแห่งรัฐที่ขยายทุนกว้างขวางโดยไม่คำนึงถึงระบอบการปกครองอาทิเช่นโรงแรมปิรามิดในนครเปียงยางเกาหลีเหนือและตัวอย่างที่โด่งดังคืออภิมหาสวนน้ำสยามในสเปน,รวมตลอดถึงกิจการทางตลาดหลักทรัพย์และกิจการสื่อสารโทรคมนาคมในต่างประเทศอาทิเช่นบริษัทเทมาเซกมหาชนและบริษัทสิงห์เทลในสิงคโปร์(ที่เคยเกิดปัญหานำมาเชิดเล่นลครหลอกลวงประชาชนที่สร้างขึ้นเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อ19กันยายน2549ที่ในเบื้องต้นทำท่าจะเอาเป็นเอาตายกับบุคคลที่เป็นตัวแทนถือหุ้นให้กับบริษัทชื่อแปลกๆแต่สุดท้ายก็โอละพ่อ)

4.ราชสำนักไทยได้ใช้อำนาจทางการเมืองและการทหารคุ้มครองธุรกิจส่วนตัวของตนทั้งๆที่กิจการทั้งหมดก็เป็นกิจการที่ยากต่อการขาดทุนและยังได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐอยู่แล้วอาทิเช่นบริษัทเงินทุนและกิจการธนาคาร,ประกันภัยและวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างแต่ธรรมชาติทางการค้าในตลาดเสรีของการแข่งขันที่แม้จะใช้อำนาจรัฐของพระองค์คุ้มครองไม่ให้ทุนที่มีศักยภาพสูงกว่าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแข่งขันได้แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการขาดทุนได้อาทิเช่นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี2540เกิดการตกต่ำของค่าเงินบาทอย่างรุนแรงทำให้หลายกิจการของกษัตริย์ภูมิพลเสียหายอย่างหนักถึงขั้นจะล้มละลายเช่นธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทปูนซีเมนต์เป็นต้นก็มีการนำเงินภาษีอากรของประชาชนเข้าอุ้มกิจการอันเป็นผลประโยชน์ส่วนพระองค์

5.ราชสำนักไทยหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นการรับเงินส่วยต่างๆจากบ่อนการพนัน,จากเจ้ามือหวยใต้ดิน,ของเถื่อน,การเลื่อนตำแหน่งทางราชการ,จากยาเสพติดในรูปของการนำเงิน,ที่ดินหรือหุ้นของบริษัทมาถวายหรือใช้อำนาจบีบให้นำเงินมาถวายในรูปของการเสด็จแทนพระองค์ไปในงานรับปริญญาบัตร,งานเผาศพ,งานยกช่อฟ้าตัดลูกนิมิตรซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่จะต้องรีดไถจากพ่อค้ารวบรวมเงินถวายหรือใช้อำนาจแกมบังคับบีบให้หน่วยราชการต่างๆบริจาคเงินเข้ามูลนิธิที่ตั้งกันดาดดื่นก็เพื่อหาเงินทั้งนั้นตามที่ปรากฎในโทรทัศน์ข่าวราชสำนักสองทุ่มเช่นการเกณฑ์พ่อค้านายทุนเถ้าแก่เถ้าแกเนี๊ยแต่งชุดไทยใส่ส้นสูงเดินยักแย่ยักยันไปรับเข็มกลัดประจำพระองค์โดยต้องจ่ายเงินเข็มละ20,000บาทหรือกรณีพระราชทานปริญญาบัตร,มหาวิทยาลัยก็จะเก็บเงินจากบัณฑิตหัวละ1,000บาทรวบรวมถวายให้โดยเสด็จครั้งหนึ่งๆเป็นเงินไม่น้อยกว่า1ล้านบาทโดยเงินที่รับทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียภาษี

ผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ที่ถวายหุ้นและเงินอย่างสม่ำเสมอ(เช่นเจ้าของกิจการบริษัทซีพี,เบียร์ช้าง,เบียร์สิงห์)ได้เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดและเป็นกิจการในพระมหากรุณาธิคุณได้รับพระราชทานครุฑไปติดหน้าร้านและทำให้พระองค์ทรงเป็นเจ้าของกิจการต่างๆมากมายในประเทศและบริษัทธุรกิจที่ถวายผลประโยชน์มากๆอย่างสม่ำเสมอก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นอภิสิทธิ์ต่างๆในหลากหลายรูปแบบอาทิเช่นกฎหมายคุ้มครองไม่ให้ทุนต่างประเทศเข้ามาทำอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์แข่งด้วย,กฎหมายการคุ้มครองการลงทุนด้านกิจการธนาคารของเจ้าซัวในอดีตแม้แต่กิจการที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้สิทธิพิเศษเช่นบริษัทการพิมพ์ก็สามารถใช้พื้นที่ที่ดีที่สุดในโรงพยาบาลศิริราชเปิดร้านหนังสือนายอินทร์กลางโรงพยาบาลทั้งที่พื้นที่ของโรงพยาบาลก็ไม่เพียงพอต่อการบริการความเจ็บป่วยของประชาชนอยู่แล้วรวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการรัฐประหารจะมีบุคคลเหล่านี้หรือตัวแทนผลประโยชน์ของบริษัทเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภาและเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐประหารด้วย,โดยเฉพาะตัวอย่างเช่นบริษัทซีพีจะได้รับสิทธิพิเศษมากถึงขนาดมีตัวแทนของบริษัทไปนั่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เกียวกับการเกษตรทุกสถาบัน

จาการหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งระบบจึงทำให้ไม่อาจจะแก้ปัญหาหวยเถื่อน,บ่อนเถื่อนและลอตเตอร์รี่ขายเกินราคาได้และเกิดวงจรอุบาทว์ทั้งระบบจากการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่จะต้องขูดรีดประชาชนเป็นลำดับชั้นเพื่อนำเงินไปถวายดังกรณีตัวอย่างพลตำรวจโทพงศ์ภัทรฉายาพันธ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลางและพวกที่อยู่ในตำแหน่งเงินตำแหน่งทองแต่ละที่ยาวนานเกินวาระปกติในฐานะญาติของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา รวมทั้งคนสนิทที่อยู่ในตำแหน่งราชการระดับสูงที่ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ก็จะเป็นผู้หาเงินผิดกฎหมายส่งถวายเช่นนี้และเมื่อใครผิดพลาดทำให้เสียหายถึงพระราชวงศ์ก็จะถูกประหารรับผิดชอบเป็นส่วนตัวไป

อีกลักษณะหนึ่งที่ราชสำนักไทยเอื้อมมือไปล้วงหาผลประโยชน์ตรงๆจากงบประมาณแผ่นดินในการจัดซื้อจัดจ้างในหลายกระทรวงโดยผ่านคนจัดการมานานแล้วและที่ยืนยันได้เพราะเกิดการทุจริตขนาดใหญ่อย่างเอิกเกริกที่สังคมรับรู้แต่ไม่อาจทำอะไรได้กับคนที่เป็นตัวแทนไปหาผลประโยชน์มาถวายคือโครงการประมูลงานสร้างโรงพัก964แห่งโดยผ่านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และการซื้อเครื่องบินกริฟฟินจากสวีเดนฝูงใหญ่ที่แพงเป็นกรณีพิเศษอย่างหาเหตุผลไม่ได้โดยเปรียบเทียบกับการซื้อของประเทศโรมาเนียโดยผ่านพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นและผลลงเอยด้วยพลอากาศเอกชลิตได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นองคมนตรี และนายสุเทพทำอะไรก็ไม่ผิดแม้แต่สั่งฆ่าประชาชนและก่อจราจลปิดกรุงเทพ

เมื่อพระองค์เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปีด้วยการทำธุรกิจขูดรีดแบบโบราณและแบบสมัยใหม่โดยเก็บรวบรวมผลประโยชน์อย่างไม่พอเพียงรวมทั้งลูกหลานของตนก็แสวงหาผลประโยชน์ในลักษณะเช่นนี้แล้วทำไมจึงต้องไปสั่งสอนคนทั้งประเทศให้พอเพียง?คำตอบที่ง่ายที่สุดและสั้นที่สุดคือเพื่อสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงประชาชนว่าตนเองเป็นผู้มีคุณธรรมประหนึ่งนักบวชที่หลุดพ้นจากวัตรสงสารในโลกนี้เหมือนในเทพนิยายทางศาสนาแล้ว,และกดให้ประชาชนโง่โดยให้มีความคิดอยู่กับการหาอยู่หากินไปวันๆไม่ต้องมองการพัฒนาของโลกสมัยใหม่เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าถ้าเปิดทางให้ประชาชนทุกคนโงหัวขึ้นมามองไปข้างหน้าสู่การทำธุรกิจการค้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทุกคนจะตาสว่างและเห็นความไม่เป็นธรรมของระบบและความไม่เสมอภาคในโอกาสที่รัฐต้องให้กับประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมซึ่งจะเป็นอันตรายกับระบอบราชาธิปไตยที่พระองค์แอบซ่อนอำนาจเก็บกำผลประโยชน์ส่วนตัวมายาวนาน,และนี้คือต้นเหตุแห่งความยากจนและความหล้าหลังของการพัฒนาประเทศที่ไม่อาจจะแข่งขันกับนานาประเทศได้

"ถ้าหากนักวิชาการท่านใดจะโจมตีนักการเมืองในรัฐบาลใดว่าเป็นกลุ่มทุนสามานย์ก็ขอให้พิจารณาการลงทุนและการขยายทุนและการทุจริตอย่างเปิดเผยของกษัตริย์ไทยประกอบด้วยเพื่อจะได้ชี้เป้าหมายความจริงได้ถูกต้อง...เพียงแต่ท่านจะกล้ามองและหาเหตุผลกับความเป็นจริงนี้หรือไม่"

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงรูปธรรมส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกแต่ประชาชนกลับยากจนติดอันดับโลก,แต่ไม่น่าเชื่อว่าราชสำนักไทยและทหารพระราชาจะมีจิตใจโหดร้ายที่ไม่ยอมแม้แต่จะแบ่งเศษเงินงบประมาณให้แก่ประชาชนในรูปของนโยบายรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลคนจนดังจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมากษัตริย์และทหารพระราชาได้โจมตีนโยบายรัฐสวัสดิการที่เริ่มต้นในสมัยทักษิณเป็นนายกฯว่าเป็นนโยบายประชานิยมบ้างหรือระบอบทักษิณบ้างและเป็นหนึ่งในข้ออ้างของการล้มรัฐบาลทักษิณตั้งแต่ปี2549และทุกรัฐบาลจากนั้นจนถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันนี้

------------------------------
Link ตอนที่ผ่านมา


ตาสว่าง1. รัชกาลที่9 ฆ่าพี่ชายคือจุดเริ่มต้นระบอบราชาธิปไตยใหม่  


ตาสว่างที่ 2. เพราะทหารเป็นของพระราชาประชาธิปไตยไทยจึงไม่มี


ตาสว่างที่3 ศาลเป็นของกษัตริย์: ใครเจอข้อหาหมิ่นกษัตริย์


ตาสว่างที่4: เลขากษัตริย์คือซุปเปอร์ปลัดกระทรวง


วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข่าวลับกรองแล้ว : เหนือฟ้ายังมีพ่อ,คสช.ใกล้จะตาย

7กุมภาพันธ์2558
"เหนือฟ้ายังมีพ่อ,คสช.ใกล้จะตาย"

สืบความลับจับมาตีแผ่เผยแพร่เป็นประจำในขบวนการประชาธิปไตยไทยในสแกนดิเนียเวียโดยกลุ่มเสียงประชาชนไทย(สปท.)  http://thaiscandemo.blogspot.com/

  • เป็นเรื่องแล้วใหมละ!!เพียงแค่แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่มีบุคคลิกมะขามข้อเดียวเดินหน้าบุกลุยคสช.เหมือนรถถังคล้อยหลังกลับถึงอเมริกาก็เกิดระเบิดลงกลางวงคสช.รุนแรงกว่าระเบิดลงสยามพารากอนก็คือรัฐบาลวอชิงตันประกาศเป็นทางการระงับการเป็นพันธมิตรทางทหารกับไทยอย่างเต็มรูปแบบโดยมีเงื่อนไขว่าจนกว่าคสช.จะยอมกลับเข้าสู่เส้นทางเลือกตั้งโดยเร็ว...แหล่งข่าวยืนยันแน่นอนแล้ว
  • สัญญานการเมืองต่างประเทศเล่นแรงๆอย่างนี้อ่านได้หลายอย่าง(1)สหรัฐฯไม่ได้แคร์คนไทยสัญชาติอเมริกันที่ชื่อภูมิพลเหมือนอย่างอดีตยุคสงครามเย็นอีกต่อไปเพราะระเบียบโลกใหม่เดินหน้าไปไกลแต่กษัตริย์ภูมิพลและครอบครัวไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยยังใช้กองทหารและลูกสมุนออกมายึดอำนาจตอแหลเรื่องปฏิรูปแต่แท้จริงคือขัดขวางเส้นทางโลกาภิวัฒน์เพื่อรักษาอำนาจโบราณแบบโง่ๆ(2)ที่ผ่านมาก็ให้เกียรติ์มากแต่วันนี้ทางการเมืองกษัตริย์ภูมิพลถือว่าตายแล้วก็จบกันส่วนคสช.จะมะงุมมะงาหราว่าแถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่13ปลอมอย่างไรพ่ออเมริกันเขาไม่สนและใครจะขึ้นมาเป็นรัชกาลที่10เขาก็ถือว่าไม่มีบารมีต่อประชาชนที่จะต้องเกรงใจในระดับการเมืองระหว่างประเทศ(3)สิบกว่าปีมานี้กษัตริย์ภูมิพลแสดงตัวเอาใจออกห่างเทียวส่งลูกสาวไปรอดหว่างขาจีนเป็นกิจวัตร(4)ในทางการทหารโดยเฉพาะหลังการรัฐประหารทุกครั้งจะทำท่าเหมือนโสเภณีขี้เหล่ที่แก่เกินแกงเดินสะบัดสะบิ้งไปหาจีนเป็นประจำทำท่าเล่นตัวทั้งๆที่ไม่มีราคาที่อเมริกาจะมาง้อ(5)รูปธรรมที่น่ารังเกลียดคือรัฐบาลเผด็จการคสช.ยอมถลกผ้าถุงเหม็นๆเปิดก้นให้จีนคือกรณีให้จีนเก็บเกี่ยวงานลงทุนรถไฟ3ล้านล้านด้วยดอกเบี้ยเงินกู้แพงลิ่วถึง4.5%โดยไม่ผ่านกลไกของกติกาโลกคือการเปิดโอกาสให้ทุกประเทศได้ประมูลเลย...ส่อกินกันมูมมามกันเห็นๆระหว่างเจ้าไทยและทหารใหญ่กับรัฐบาลจีน,ที่เจ้ากับเจ๊กถนัดนักที่จะหากินร่วมกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว


  • คสช.ในนามรัฐบาลเจ้ากำลังเข้าตาจน...ปากก็ว่าไม่สนๆเพราะไทยไม่ใช่เมืองขึ้นอเมริกาแต่วันนี้วงในเขาสงสัยกันจริงๆว่าคสช.จะเดินหน้าแก้ผ้าให้จีนปู้ยี่ปู้ยำได้อย่างไร?ก็ในเมื่อเงินกู้3ล้านล้านแต่ดอกเบี้ยสูงลิ่วเหมือนดอกแขก...สงสัยขอแดกกันอย่างเดียวงานนี้
  • โครงการรัฐบาลยิ่งลักษณ์รถไฟความเร็วสูงแค่2ล้านล้านยังเป็นเหตุให้ยึดอำนาจแล้ววันนี้3ล้านๆรถไฟความเร็วสูงก็ไม่มีแถมยังปู้ยี่ปู้ยำไม่ประมูลและจะยอมจ่ายดอกแขกอีก...ถ้าเจ้ายอมให้ก็ขอให้คนไทยทุกสีคิดกันเอาเอง
  • อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงเห็นดีที่ไอ้เฒ่าเปรม(ขอใช้ศัพท์ละลายเครดิตกับคนพวกนี้ได้แล้ว)ออกมาด่าคนโกงถึงขนาดจะให้ตั้งศาลโรงลิเกชำระคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นศาลเฉพาะ...ฟังดูเสนาะแต่ขอบอกความจริงเบื้องหน้าเบื้องหลังก่อนว่า"คนละเรื่องเดียวกัน"...โปรดฟังต่อ
  • วันนี้กษัตริย์ภูมิพลหมดสภาพแล้วเป็นที่รู้กันทั่วไปทั้งวงในและวงนอกไม่ต้องลับลวงพรางกันอีกต่อไปดังนั้นการสุมไฟทำลายกันเพื่อชิงบัลลังก์ก็เริ่มทำกันอย่างเปิดเผย...ไอ้ยุทธ์เหล่ก็รู้ตัวว่าไอ้เฒ่าเปรมเอากูแน่...ดังนั้นอาการเครียดฝังในจึงระบายออกกับนักข่าวถี่ขึ้นนับตั้งแต่เจอรถถังอเมริกันแดเนียลทั้งกดทั้งดันแถมด้วยไอ้เฒ่าเปรมยังทิ่มแทงข้างหลังอาการทั้งคลั่งทั้งเครียดก็ระบายออกบอกความจริงของเหตุการณ์ใกลพัง...ยุทธ์เหล่เอ๋ยอย่าทำเป็นไก๋แกล้งหลอกไก่ว่าเป็นคนขี้โมโหแต่ตลกและใจดี
  • แผนเปรมเตรียมล้มรัฐบาลคสช.เพื่อเปลี่ยนตัวไอ้ยุทธ์เหล่ปรากฎชัดขึ้นๆจนทำให้เหล่เครียดคือไอ้เฒ่าเปรมออกเดินสายล้มรัฐบาลโดยมีคาถาสำคัญรอบนี้ไม่ใช่เรื่องคนเลี้ยงม้าเหมือนทักษิณเพราะไอ้ยุทธ์เหล่ก็เด็กในวังจึงต้องเอาเรื่องดังยอดนิยมมาด่าว่าด้วย"คอรัปชั่น"แถมมีเสียงระเบิดพัวพันที่สยามพารากอน2ลูกเป็นดนตรีประกอบ
  • วันที่ไอ้เฒ่าเปรมไปด่าคนโกงชาติที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรปรากฎว่าไอ้ยุทธ์เหล่ในฐานะประธานวปอ.ที่ต้องนั่งอยู่ด้วยกลับฉวยโอกาสไปอยู่อีสานตรวจงานกับไอ้ประวิท วงษ์สุวรรณเพราะสายข่าวรายงานว่าอย่าอยู่รับลูกระเบิดไอ้เฒ่าสารพัดพิษตัวจริงเพราะก่อนหน้านี้มันก็พูดเป็นนัยๆว่าประเทศไม่ใช่ของประยุทธ์คนเดียว
  • ไอ้เฒ่าเปรมด่าคนโกงชาติทั้งๆที่มันเลี้ยงเหี้ยโกงชาติไว้ฝูงใหญ่มานานกว่า30ปีทั้งตัวเขียวและตัวเหลืองห่มผ้าพระรวมทั้งตัวมันด้วย...แต่ข่าวล่าสุดรายงานการเก็บเงินย้ายตำรวจของไอ้ประวิทย์ผ่านน้องชายนามสกุลเดียวกันคือไอ้พัชรวาท อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่พี่ชายหนีบมานั่งหาเงินในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าหูไอ้เฒ่าเปรมว่าเงินสะพัดเป็นพันล้าน
  • คงจำได้ก่อนหน้าที่ไอ้เฒ่าเปรมจะเดินสายออกด่าคนโกงชาติรอบนี้ไอ้"สมยศ พุ่มพัน(ใบสี)ม่วง"ได้ลงนามย้ายสลับระดับผู้กำกับทั่วประเทศกว่าพันตำแหน่งรวดเดียวมีราคาค่าตำแหน่งส่งกลิ่นเหม็นหึ่งถึงบ้านสี่เสาว่าคนรวมศูนย์รับเงินกินแบ่งรายใหญ่คือประวิท วงษ์สุวรรณ โดยมีลูกมือคนสำคัญเก็บเงินให้คือพล.ต.ท.ศรีวรา ผบ.นครบาลผู้มีประวัติอื้อฉาวและพัชรวาท วงษ์สุวรรณด้วยถนนราคาผู้กำกับสน.ในเขตกรุงเทพราคาหัวละ20ล้านบาทแต่ถ้ากลางกรุงเทพราคานี้ไม่ได้ ส่วนต่างจังหวัดเขตอำเภอเมือง15ล้านบาทแต่เขตนอกเมืองลดหลั่นไป
  • มารู้ภูมิหลังก่อนของสองเฒ่าที่ดั้งเดิมไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่ครั้งปลาวาลยังว่ายน้ำได้เพราะถือว่าต่างคนก็ต่างสนิทกับสิริกิตต์และมาวันนี้เฒ่าประวิท ก็ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ในหมู่ทหารไม่เห็นหัวเฒ่าเปรมวัย96ปี(ที่ยมบาลปล่อยไว้ให้ทำลายราชวงศ์จักรีให้เสร็จก่อนค่อยเรียกกลับนรก)และวันนี้ก็เปิดไพ่รู้ไต๋กันแล้วว่าแต่ละฝ่ายหนุนรัชกาลที่10คนละคนกัน
  • หลังการยึดอำนาจเมื่อ22พฤษภาปีที่แล้วสองเฒ่านี้ก็งัดกันเรื่องนายกรัฐมนตรีจนไอ้ยุทธ์เหล่รอเป็นแม่สายบัวถึง2เดือนกว่าจะได้ครองตำแหน่งเพราะไอ้เฒ่าเปรมหมายตาจะให้เด็กในคาถาที่เป็นรองประธานศาลฎีกาที่เคยรับใช้งานคดีการเมืองจนเป็นที่น่าไว้ใจและมีฐานะเป็นนางสาวด้วยก็เพื่อจะเอามาดับกระแสกลิ่นหอมนายกฯที่เป็นนางสาวด้วยกัน
  • จริงไม่จริงยังไม่ยืนยันสายสัมพันทอมแต่ขอให้จับตามอง"นางสาวเพลินจิต ตั้งพูลสกุล" รองประธานศาลฎีกาในยุคทอมขาถ่างจะขึ้นครองอำนาจสายงานจึงเกียวพันกันถึงสาวโสดผิดปกติทั้งหลายที่เป็นพระสหายหุ่นอ้วนพุงโลร่วมสมัยจะเกาะเกี่ยวสายอำนาจขึ้นเป็นใหญ่กัน
  • ไม่พูดถึงไม่ได้เรื่องการออกมาตีปลาหน้าไซของไก่อูกระบอกเสียงคสช.ว่าแถลงการณ์อาการภูมิพลมือแข็งเหมือนมัมมีลงนามหนังสือไม่ได้นานแล้วว่าเป็นของปลอม,มีคนตั้งข้อสังเกตุว่าถ้าเป็นเอกสารจริงแต่คสช.ลักไก่ประกาศตัดหน้าก่อนว่าปลอมเช่นนี้สำนักพระราชวังที่ทำเอกสารจะกล้าออกมาสวนหมัดคสช.ว่าเป็นของจริงจะได้ใหม?...คำตอบคือทำไม่ได้เพราะระบอบจะพังทันที...เมื่อเป็นเช่นนั้นถือว่าเสียเชิงให้คสช.ไปเสียแล้ว
  • น่าสงสัย...น่าสงสัยจริงๆๆเพราะก่อนหน้านี้ก็ว่อนเนตด้วยรายงานเอกสารภายในสำนักพระราชวังด้วยเนื้อความอย่างเดียวกันด้วยลายเซนต์ลงนามของพลอากาศเอกรังสันต์ ดิษฐบรรจง รองสมุหราชองครักษ์ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการปฏิเสธ...ไก่อูจะออกมาปฏิเสธและให้สมยศ พุ่มพันมั่วออกไล่จับแพะย้อนหลังก็ยังได้นะ
  • ทำไมต้องตามข่าวนี้อย่างเกาะติดก็เพราะสัญญานการเปลี่ยนตัวนายกฯแรงกระชั้นขึ้น,วันนี้หากความจริงปรากฎว่ากษัตริย์ลงนามไม่ได้แล้วจริงตามเอกสารก็จะพังเป็นโดมิโนทั้งยุทธ์เหล่และเสี่ยโอเพราะคณะรัฐมนตรีก็เถื่อน,หนังสือถึงสำนักงานทรัพย์สินของภูมิพลให้จ่ายเงินศรัรัศม์200ล้านบาทค่าทำขวัญที่ถูกถีบตกสวรรค์ก็เถื่อนด้วย...เมื่อรู้ว่าใครได้ใครเสียในหนังสือแถลงการณ์ฉบับที่13นี้ก็อย่าไปรังแกเด็กหรือป้ายสีว่าทำจากต่างประเทศเลยเพราะคนทำน่าจะนั่งอยู่ใกล้ๆไอ้เฒ่าเปรมแน่ในฐานะ"สำนักพระราชวังสายเปรม"
  • เมื่อรู้อย่างนี้ก็พอสรุปได้ว่าเอกสารถูกทำขึ้นจริงจากสำนักพระราชวังฝ่ายไอ้เฒ่าเปรมที่ทำท่าเหมือนว่าเป็นประโยชน์ต่อเสี่ยโอแต่แท้จริงทำลายทั้งเสี่ยและคสช.,แผนการซับซ้อนๆ
  • ไม่ว่าจะปลอมจะจริงแต่ความจริงวันนี้กษัตริย์ภูมิพลก็ออกโชว์ตัวช๊อปปิ้งหรือดูลครลิงไม่ได้แล้วเพราะแฟนคลับจะจับตาดูแต่แขนว่าจะขยับได้จริงหรือไม่เพราะอาจารย์สุรชัย แซ่ด่านยืนยันนานแล้วว่ามือเซนต์หนังสือไม่ได้ต้องใช้วิธี"ทอดพระบาท"...แต่ข่าววงในรายงานยืนยันว่าออกมาไม่น่าจะได้แล้วเพราะอาการจริงนอนหลับไม่รู้ตัวทั้งวันจะตื่นมารับรู้บ้างแค่ระยะสั้นๆจะอัดฉีดอย่างไรก็ไม่ไหวแล้วจ้า
  • โปรดจับตาอาการเครียดของไอ้ยุทธ์เหล่จะหนักขึ้นพร้อมการไล่จับตัวประชาชนเพื่อเอามาปรับทัศนะคติหรือถึงขั้นเอามาดับจิตจะหนักขึ้นเนื่องจากแผนการล้มรัฐบาลกำลังรุกคืบหน้าจากฝ่ายป๋าทั้งระเบิด,เอกสารปลอมแต่ที่ต้องจับตามองแม่น้ำ5สายของไอ้ยุทธ์มันจะไหลท่วมจนรัฐบาลพังตั้งแต่เรื่องความเชื่อถือจากต่างประเทศ,เรื่องทุจริต,เศรษฐกิจตกต่ำ,ราคาผลผลิตการเกษตรราคาตก,ม๊อบยางพาราเตรียมท่าส่องสุมกำลังอย่างปลอดภัยในวัดสวนโมกข์สุราษฎร์ธานีรอแต่เสียงแตรทหารม้่าจากป๋าไอ้เฒ่าเปรมมวลชนก็จะรุกฮือเพราะเชื่อขนมกินได้ว่าราคายางแก้ไม่ตก
  • ล่าสุดไอ้สมยศ พุ่มพันมั่วประกาศตรึงกำลังจุดอันตราย100จุดทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดด้วยโรคผวาเสียงระเบิด
  • วันนี้พ่อของเหล่ก็คุ้มกันไม่ได้,ส่วนพ่อใหญ่อเมริกาก็ดาหน้าใส่จะอยู่สบายได้อย่างไร?อย่าบ้าเสียก่อนนะยุทธ์เหล่555


--------------จบ------------

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทางเลือกรัฐสยามหลังเผด็จการ ข้อเสนอเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน




ศิวา มหายุทธ์


การรัฐประหาร เดือนพฤษภาคม 2557 ที่วางแผนมานานกว่า 2 ปี โดยกลุ่มเผด็จการสมคบคิดนำโดยชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกขาดอำนาจการปกครองที่ยังคงรักษาพื้นที่ทางอำนาจนำ และความพยายามทวงอำนาจกลับคืนมาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยพลังสนับสนุนของเงื่อนไขทางสังคมจำเพาะ

การรัฐประหารดังกล่าว ผสานอย่างได้จังหวะกับ การทรยศของกลุ่มทุนใหม่ภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตรและพวก (ที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์และการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม) ต่อมวลชนที่ตาสว่างแล้วประกอบด้วยชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัด และชนชั้นกลางล่างในเมืองใหญ่ ซึ่งเคยเป็น “หุ้นส่วนทางการเมืองที่เหลือเชื่อ” มาก่อน ภายใต้ข้อเสนอประหลาด”แกล้งตายชั่วคราว” หรือ “ความอยู่ในความสงบ ให้ศัตรูทำลายตัวเอง คือ การตอบโต้ที่เจ็บปวด” เพื่ออำพรางพฤติกรรมแบบนักฉวยโอกาสของตนเอง

ผลลัพธ์ของการรัฐประหารอันเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่าง ชนชั้นนำที่เป็นทุนผูกขาด 2 กลุ่ม (ซึ่งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้แหลมคมเคยเรียกว่า ผู้ร้ายหลัก และ ผู้ร้ายรอง ของประชาธิปไตย) ซึ่งตั้งบนรากฐานของความเหลื่อมล้ำ และการไม่อาจประนีประนอมได้ มีผลให้ชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัด และชนชั้นกลางล่างในเมืองใหญ่ ต้องเริ่มนับ 1 ในการต่อสู้ร่วมกับผู้รักประชาธิปไตยเสรีภาพ ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม และ ความเป็นธรรม อีกครั้งอย่างลองผิดลองใต้อุ้งเท้าเผด็จการ

หากเป้าหมายการผูกขาดอำนาจของกลุ่มอำนาจอยู่ที่การออกแบบประเทศในนามของ การปฏิรูปประเทศ เพื่อหมุนเวลากลับย้อนไปสู่สภาพประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่การเลือกตั้งก็มีความหมายทางพิธีกรรมทางอำนาจ พวกเขาย่อมมีปลายที่ที่ล้มเหลว เพราะการกระทำดังกล่าว เป็นการทวนกระแสประวัติศาสตร๋ เดินสวนทางกับข้อเท็จจริงของสังคม เศรษฐกิจและพัฒนาการที่ว่า ในปัจจุบันประเทศเราได้ยกระดับเป็นประเทศที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการมีบทบาทสูงกว่าภาคเกษตรเด็ดขาด และเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจเปิดกว้างเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก พร้อมกับโครงสร้างประชากรก็มีพลวัตไปอย่างมาก เรียกร้องการกระจายอำนาจการตัดสินใจในนโยบายมหภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับ

แนวทางของกลุ่มเผด็จการสมคบคิดดังกล่าว ไม่ว่าจะพยายามอำพรางด้วยถ้อยคำหรือการโฆษณาชวนเชื่ออย่างไร (เช่น รัฐที่อยู่เหนือทุนดีกว่าประชาธิปไตยใต้ทุนสามานย์) ไม่อาจปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขากำลังหาช่องเปิดโอกาสให้ผลประโยชน์ของทุนนิยมผูกขาดได้ยกระดับเป็นผลประโยชน์ของแห่งชาติ

การหมุนเวลาย้อนกลับของกลุ่มเผด็จการสมคบคิด แม้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่ต้องก้าวข้าม แต่ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นในที่นี้ว่า นอกเหนือการต่อสู้ระหว่างพลังเผด็จการกับประชาธิปไตยในแต่ละขั้นตอนแล้ว (ซึ่งประวัติศาสตร์สังคมโลกก็มีคนเคยยกมาวิวาทะกันแต่ครั้งดาริอุส กรีกโบราณ โรมันยุคสาธารณรัฐ ยุโรปยุคสัญญาประชาคม และมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์ จนถึงปัจจุบัน) พลังประชาธิปไตยของสังคมสยามยามนี้ จะต้องเร่งรัดหาคำตอบเพื่อแหวกวงล้อมทางปัญญาในการออกแบบสังคมที่เปิดทางให้พลังประชาธิปไตยได้ลงรากอย่างยั่งยืนในยุคหลังเผด็จการให้ได้

ข้อเสนอของผู้เขียนในยามนี้คือ พลังประชาธิปไตยสยามจะสามารถตั้งมั่นอย่างแข็งแรงได้ ต้องยกเลิกโครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ภายใต้กรอบปรัชญา”รัฐเดี่ยว” ไปสู่การออกแบบ”สหพันธรัฐสยาม”เท่านั้น

เหตุผลที่ขอนำเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประกอบด้วย
1)   อำนาจรัฐรวมศูนย์ภายใต้แนวทางรัฐใหญ่ สังคมแตกแยก เป็นทั้งเครื่องมือ และเป้าหมายในตัวเองของพลังเผด็จการ เพราะมันคือ”ลูกไม่หล่นไม่ไกลต้น”ที่ เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีเครือข่ายราชสำนักผสมโรงเป็นรัฐซ้อนรัฐ
2)   อำนาจรัฐรวมศูนย์ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างถึงที่สุด ทำให้ความ
อยุติธรรมและเหลื่อมล้ำทางสังคมรุนแรงขึ้น จากสภาพ”รวยกระจุก จนกระจาย” นอกเหนือจากความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจและการพร่าผลาญทรัพยากรอย่างไร้ทิศทาง
3)   โครงสร้างอำนาจรัฐแบบสหพันธรัฐ (ต้นแบบคือสวิตเซอร์แลนด์) ภายใต้แนวทางรัฐเล็กประสิทธิภาพสูง สามารถประสานและสนองตอบการสร้างสังคมใหญ่ที่ปลอดการครอบงำของทุนผูกขาดและรัฐที่ฉ้อฉล เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับอย่างมีพลวัต และสามารถป้องกันการฟื้นตัวของพลังเผด็จการได้อย่างยั่งยืน

มรดกเลวร้ายของสมบูรณาญาสิทธิราช

          ประวัติศาสตร์ของสังคมสยามทั้งที่เป็นจริงและตำนานแต่ครั้งโบราณยืนยันชัดว่า รัฐสยามครั้งโบราณนั้น ไม่ได้มีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะคำอ้างทางทฤษฎีที่อิงเข้ากับศาสนาฮินดูหรือพุทธของกษัตริย์ทั้งหลายที่ว่ากษัตริย์คือเจ้าของแผ่นดินและเจ้าชีวิตของผู้คนนั้น เป็นแค่อุดมคติ ไม่เคยปรากฏเป็นรูปธรรม รัฐสยามโบราณจึงมีลักษณะรวมตัวกันแบบหลวมๆบนระบบการควบคุมมวลชนในสังคมเกษตรกรรม  

ตำนานปรัมปรา และข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำว่า ในความขัดแย้งระหว่างอำนาจกษัตริย์ในส่วนกลางกับรัฐชายขอบและพลเมืองที่เป็นเลกไพร่นั้น ปวงชนชาวสยามเคยมีวัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และประชาธิปไตย(ในชื่อต่างๆกัน) มายาวนาน (อาทิในตำนานพญาคันคากที่นำไพร่สู้แถน) มิใช่โง่เง่าเต่าตุ่นหรือสยบยอม สามารถที่จะสร้างตำนานขึ้นในประวัติศาสตร์

พลังแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรมของมวลชนสยามในอดีต หาได้เป็นสิ่งแปลกปลอมจากตะวันตก ดังที่เครือข่ายเผด็จการสมคบคิดพยายามกล่าวอ้าง

          การรุกคืบของมหาอำนาจตะวันตกในเอเชีย และสนธิสัญญาบาวริ่ง ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการใหม่ในการยกเครื่องระบบรัฐสยามจากระบบจตุสดมภ์เป็นแบบตะวันตกใน พ..2431 คือต้นธารของการสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่รวมศูนย์อำนาจรุนแรง จนกระทั่งระเบิดมาเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองของชนชั้นนำที่มีรากฐานไพร่สามัญในนามของคณะราษฏร พ.ศ. 2475

          กระบวนการรวมศูนย์อำนาจรัฐของสมบูรณาญาสิทธิราชที่ถ่ายทอดมาสู่ปัจจุบันนั้น กระทำพร้อมกันไป 2 ด้านแบบคู่ขนานคือ การรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง ผ่านการออกแบบสถาบันการเมืองที่เอื้อให้กับเจตจำนงของพลังเผด็จการ และการรวมศูนย์ทางการปกครองผ่านการออกแบบและกติกาในการทำงานของระบอบรัฐที่ป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก

ความขัดแย้งภายในของแกนนำคณะราษฎร และการฉวยโอกาสตีโต้ของเครือข่ายราชสำนักในยุคสงครามเย็น (ด้วยแรงสนับสนุนเพื่อถ่วงดุลของมหาอำนาจระดับโลก) ได้เปิดช่องให้อำนาจรัฐรวมศูนย์ได้สถาปนาตนสร้างเป็นเครือข่ายชนชั้นนำที่เป็นพลังหลักของอำนาจเผด็จการ และถ่วงรั้งพัฒนาการของพลังประชาธิปไตยเสมอมาจนถึงปัจจุบัน 

ภายใต้โครงสร้างรัฐรวมศูนย์ทั้งการเมืองและการปกครอง(แม้จะมีการเว้นว่างของพลังเผด็จการเป็นบางช่วงจากกระแสสูงของพลังประชาธิปไตย) ชนชั้นนำภาครัฐที่คุ้นเคยกับการผูกขาดได้เสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยมอย่างคงเส้นคงวา เพื่อรักษาพื้นที่ทางอำนาจนำอย่างแน่วแน่ แม้จะปรับเปลี่ยนตัวเองตามสถานการณ์และเงื่อนไขทางสังคมจำเพาะ โดยข้ออ้างคร่ำคร่าคือ ความมั่นคงของรัฐและการปกป้องสถาบันกษัตริย์

ในขณะเดียวกัน นับแต่การเสียสละเลือดเนื้อของประชาชน นิสิตนักศึกษา ในการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา กษัตริย์และเครือข่ายราชสำนัก (ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ ตุลาการ นักวิชาการ กลุ่มพลังนอกรัฐ สื่อมวลชน คนดีจอมปลอมจากกลุ่มนักสันติวิธี นักสิทธิมนุษยชน ราษฎรอาวุโส นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มอันธพาลจัดตั้ง ซึ่งมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลางผนึกพลัง) ได้หวนกลับมาช่วงชิงอำนาจนำทางการเมืองกลับคืน ผ่านกระบวนการรัฐซ้อนรัฐอย่างแยบยลและช่ำชอง

เครือข่ายราชสำนัก ได้แทรกตัวเข้าไปในคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลแต่ละชุด เพื่อทำให้กลายเป็นแค่ตลกหน้าม่านของราชสำนัก โดยกษัตริย์ภูมิพลเป็นแกนกลางถักทอกลไก สร้างพันธมิตรผูกขาดอำนาจต่อเนื่อง โดยชักจูงให้สังคมปฏิเสธความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง แล้วให้ยอมรับ แนวทางอำนาจนิยม สนับสนุนประชาธิปไตยจอมปลอมผ่านพรรคประชาธิปัตย์ 

ในหลายปีมานี้ เครือข่ายราชสำนักลุแก่อำนาจมากขึ้น ถึงขั้นสามารถผลักดันแนวทางที่กลุ่มตนเองเสนอเช่น เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิชัยพัฒนา กลายเป็นวาระแห่งชาติ พร่ำสอนให้คนไทยรังเกียจทุนนิยม พร้อมกับวิจารณ์ผู้ประกอบการในระบอบทุนนิยมว่าเลวว่าชั่ว ทั้งที่เครือข่ายราชสำนักได้ทำตนเป็นกลุ่มทุนนิยมอภิสิทธิ์เสียจนรวยล้นฟ้า กษัตริย์ภูมิพลมีชื่อติดอันดับหนึ่งในกษัตริย์รวยที่สุดในโลก ต้องให้บริวารมาออกโรงแก้ตัวเป็นพัลวัน ในขณะที่วิถีการใช้ชีวิตส่วนตัวก็ยิ่งกว่าฟุ่มเฟือยและใช้อภิสิทธิ์อย่างฉาวโฉ่ ไม่อาจปิดบังได้

          ในยุคปัจจุบัน ที่สมบูรณาญาสิทธิราชไม่สามารถหวนคืนอย่างเปิดเผยในชื่อเดิมกลับมาได้อีก การดัดแปลงตัวเองของพลังเผด็จการสมคบคิด ที่นำเสนอในรูปของการส่งมอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ จึงเป็นจุดขายหลักเพื่อสร้างสภาพการเมืองและการปกครองซึ่งลดทอนพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการตัดสินใจ  จึงเป็นความพยายามสืบทอดมรดกเลวร้ายของสมบูรณาญาสิทธิราชโดยพฤตินัยอย่างเต็มเปี่ยม
         
อำนาจรัฐรวมศูนย์คือรากเหง้าของรวยกระจุก จนกระจาย
         
เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป(แม้กระทั่งภายในกลุ่มเผด็จการสมคบคิดบางซีกเอง)ว่า อำนาจรัฐไทยปัจจุบัน ภายใต้แนวทางรัฐเดี่ยวรวมศูนย์เบ็ดเสร็จคือเป็นภาระต้นทุนสังคม และเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ที่ขัดขวางพัฒนาการุกด้านของสังคม เพราะของเขตของอำนาจรัฐ(ที่มีระบบราชการขนาดมหึมา)ใหญ่เกินสังคม ผสมโรงเข้ากับการสร้างรัฐซ้อนรัฐของเครือข่ายราชสำนัก (ที่มีแต่รับชอบ ไม่ต้องรับผิด) ทำให้อำนาจรัฐกระจุกตัว เป็นแหล่งส้องสุมพฤติกรรมฉ้อฉลสารพัด และไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถสนองความต้องการของมวลชนและประชาชาติได้

          ข้อเท็จจริงที่ว่า ในปัจจุบัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ จะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (รัฐกำหนดทิศทาง เอกชนให้กลไกตลาดทำงาน) ทำให้บทบาทหลักของอำนาจรัฐมีความสำคัญพร้อมกัน คือ 1) ขนาดวงเงินของงบประมาณของรัฐต่อเศรษฐกิจประเทศ (มูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตโดยภาครัฐบาลเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 2) สัดส่วนของของแรงงานของภาครัฐบาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งหมดของประเทศ (ข้าราชการและลูกจ้างทุกประเทศที่ปฏิบัติงานของภาครัฐบาล) 3.5ล้านคน เทียบกับประชากร 72 ล้านคน จะเห็นได้ว่า อำนาจรัฐไทยได้สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพอย่างมาก

          ในด้านวงเงินงบประมาณต่อสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี)ของไทยอาจจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับชาติต่างๆในโลกคือระดับ 27%  แต่ขนาดที่ใหญ่เทอะทะของขนาดแรงงานของภาครัฐบาลอำนาจรัฐประมาณ3.5 ล้านคน ห่างไกลจากจุดหมายที่จะเป็นองค์กรมีสมรรถนะสูง มีความพร้อมและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆมากไปทุกขณะ

          ทุกๆปี การจัดสรรงบประมาณของรัฐไทย ถูกแรงกดดันจากภายในให้เกิดสภาพความไม่เป็นธรรมทางคลัง มีการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดต่างๆ ที่ไม่สัมพันธ์กับภาระภาษีที่ประชาชนแต่ละท้องถิ่นแบกรับ ตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพ และความสูญเปล่าของการใช้งบประมาณที่นับวันรุนแรงยิ่งขึ้น ดัชนีชี้วัดความไม่สมดุลทางการคลัง(FII-fiscal imbalance index)ของไทยสูงระดับหัวแถวของโลก

          งบประมาณ 2558 ของรัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วงเงินงบรายจ่ายรวม  2.575 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำหน่วยราชการ 2.02 ล้านล้านบาท หรือ 78% ของงบรวม แปลว่า เหลืออีก 4.5 % เอาไปจ่ายชดเชยเงินคงคลัง จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ จ่ายต้นเงินกู้ ที่เหลือ 17.5% เป็นงบลงทุน ซึ่งถือว่าจำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้องของสังคมและพลเมืองโดยรวม

          เจาะลึกลงไป จะพบว่ากระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มสูงที่สุดคือกระทรวงที่นายทหาร คสช.ไปควบคุม เช่น  กระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้นมา 5.03% เป็นเงินทั้งสิ้น 193,065.90 ล้านบาท รองลงมาเป็นกระทรวงศึกษาฯ ที่เพิ่มมา 3.18% เป็นเงิน 498,160.4 ล้านบาท ส่วนกระทรวงที่ถูกลดงบประมาณสูงที่สุดคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวน -39.87%  กระทรวง ICT จำนวน -39.48%  รองลงมาคือกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลังตามลำดับ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประเด็นความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี (เก็บภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง)ที่เปิดช่องให้มีการผลักภาระภาษีจากคนรวยไปยังคนยากจนง่ายดายตลอดเวลา เพราะเลือกเก็บจากฐานรายได้ และการบริโภค  เข้าข่ายส่งเสริมภาวะรวยกระจุก จนกระจาย การทำให้เกิดสมดุลในการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมเป็นเพียงการเล่นลิ้นเชิงนโยบาย หรือไม่ก็กระทำในลักษณะ ผักชีโรยหน้าเท่านั้น

การจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม  การใช้งบประมาณของรัฐรวมศูนย์ที่ไม่ก่อให้เกิดการต่อยอดทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม  ความไม่สมดุลทางการคลังว่าด้วยการกระจายความมั่งคั่งผิดที่ผิดทาง เป็นมากกว่าเรื่องประชาธิปไตย และเผด็จการตามปกติ ที่เป็นส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งของปัญหา การต่อสู้ทางการเมือง เพราะรากฐานหลักสำคัญคือ อำนาจรัฐรวมศูนย์ (รัฐบาลกลางใหญ่ครอบรัฐ) ซึ่งทำให้เกิดความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

ความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ นอกจากไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ยังสร้างความปริร้าวให้กับผู้คนในแต่ละพื้นที่ เกิดสภาพที่เปิดช่องให้อำนาจรัฐใช้กลยุทธ์ แบ่งแยกแล้วปกครอง ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ข้อเท็จจริงที่เอ่ยมาแค่บางส่วนนี้ สะท้อนชัดว่า เหตุใด ประชาธิปไตยไทยจึงลุ่มๆดอนๆ เพราะการมีรัฐขนาดใหญ่ที่รวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่เพียงแต่คนในท้องถิ่นจะไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางอำนาจแล้ว ยังทำให้สังคมโดยรวมต้องแบกภาระต้นทุนสูงเกินจำเป็น เพราะการจัดการรัฐมีประสิทธิภาพต่ำ และขาดความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงาน  ในขณะที่การตัดสินนโยบายจะถือเอาประโยชน์ของรัฐมากกว่าผลประโยชน์ของพลเมือง และท้ายสุด รัฐมีแนวโน้มใช้อำนาจคุกคามเสรีภาพของมวลชนได้ง่าย นับแต่การเก็บภาษีและการสร้างสภาพบังคับทางกฎหมายอย่างเหมารวม

การลดทอนอำนาจรัฐจากศูนย์กลางชนชั้นนำและชนชั้นกลาง กระจายไปสู่ภูมิภาค และท้องถิ่นเพิ่มอำนาจให้พลเมืองทุกชุมชนกำหนดผลประโยชน์ทางทรัพยากร เศรษฐกิจ การศึกษา ในด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีของตน จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากไม่มีการทำลายล้างอำนาจรัฐรวมศูนย์นี้ทิ้งไป เพื่อเปิดช่องให้กับแนวทางใหม่ เพราะกระบวนทัศน์แนวรวมศูนย์อย่างอนุรักษ์แต่ดั้งเดิมนั้น ไม่มีทางที่จะยินยอมให้เคลื่อนตัวเพื่อในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ก้าวข้ามไปได้

ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุและลงมือแก้ความบกพร่องรากฐานนี้ ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนใต้อำนาจรัฐรวมศูนย์จะเป็นแค่ยูโตเปียหรือละเมอฝันเท่านั้น เพราะการหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่อำนาจเผด็จการเป็นไปได้เสมอ และง่ายดาย

          ทางเลือกเดียวของประชาธิปไตยสยาม คือ รัฐเล็ก สังคมใหญ่

82 ปีเศษที่ผ่านมา แรงเหวี่ยงระหว่างทางสองแพร่ง คือ รัฐบาลเผด็จการในนามประชาธิปไตยครึ่งๆกลางๆ กับรัฐบาลจากการเลือกตั้งภายใต้ที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ที่โหยหาเสรีภาพ ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม และ ความเป็นธรรม ร็สึกเสมือนหนึ่งสังคมกำลังอยู่บนเส้นทางตีบตัน ทั้งที่หากพิจารณาให้รอบด้านแล้ว รูปแบบของรัฐที่เหมาะสมและเป็นประชาธิปไตยในโลกนั้น ไม่ได้มีขีดจำกัดเพียงแค่  2 ทางเลือก

หลังจากที่ได้ใช้เวลาในการทบทวน และใคร่ครวญอย่างรอบคอบ พร้อมกับการเชื้อชวนให้มีการก่อตั้งแนวร่วมจากหลายส่วนเช่น องค์กรเสรีไทย และ อปท.  ผู้เขียนในฐานะตัวแทนของกลุ่มสร้างรัฐสยามให้เป็นสหพันธรัฐ ขอใช้โอกาสนี้นำเสนอการก้าวข้ามทางอุดมการณ์ที่มีความหมายยิ่งต่ออนาคตของประชาชาติในอนาคตเพื่อพ้นจากวัฏจักรชั่วร้ายไปสู่การเมืองและระบอบสังคมเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมั่นคง และมวลชนมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม

ขบวนการประชาธิปไตยสยาม จำเป็นต้องมีจินตนาการที่เป็นรูปธรรมสำหรับชี้นำให้ก้าวไปข้างหน้า สร้างแผนที่นำทางเบื้องต้น (โรดแม็ป) สำหรับรัฐสยามในอนาคต ที่สามารถที่ปิดช่องมิให้อำนาจเผด็จการหรืออำนาจรัฐจากการเลือกตั้งหวนกลับมาบ่อนทำลายพลังอำนาจของผู้รักประชาธิปไตย และใช้มวลชนจัดตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์แย่งชิงอำนาจกลับคืนไป

ข้อเสนอของผู้เขียน มุ่งหวังให้ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายได้สามารถก้าวข้ามทางอุดมการณ์ที่คร่ำครึนี้ ประกอบด้วย

1)   ยอมรับแนวทางของการสร้างความมั่งคั่งภายใต้กลไกทุนนิยม ที่ตั้งบนรากฐานของการสร้างและกระจายทุน 5 ประเภท( ทุนตามธรรมชาติ ทุนทางกายภาพ ทุนทางเทคโนโลยี ทุนสาธารณูปโภค และทุนวัฒนธรรม)ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างถ่วงดุลระหว่างความมั่งคั่งของสาธารณะและความมั่งคั่งส่วนบุคคล

2)   ปฏิเสธแนวคิดเรื่องรัฐในระยะเปลี่ยนผ่านของมาร์กซ-เลนิน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าล้มเหลวจะให้คำตอบที่เหมาะสมในหลายประเทศ ยอมรับแนวทางอื่น เช่น คาร์ล โปลันยี-ฟรีดริช เฮเยก ที่ว่ารัฐกับโครงสร้างเศรษฐศาสตร์การเมืองทุนนิยมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน และ/หรือขัดแย้งกัน จนกว่าจะเกิดโครงสร้างใหม่หลังทุนนิยม (ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้) เพื่อลดทอนขีดจำกัดของเศรษฐกิจการตลาด โดยผ่านกลไกการแทรกแซงของอำนาจรัฐเพื่อให้ทำงานต่อเนื่อง จัดสรรทรัพยากร และแบ่งปันผลประโยชน์ของชนชั้นต่างๆในสังคมและข้ามสังคม

3)   ออกแบบโครงสร้างอำนาจรัฐใหม่ภายใต้แนวทางรัฐเล็กประสิทธิภาพสูง ประสานและสนองตอบสังคมใหญ่อย่างมีพลวัต

รูปแบบรัฐที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมสยามในอนาคต สำหรับผู้เขียนและคณะในขณะนี้ คือ รูปแบบและโครงสร้างรัฐแบบสวิตเซอร์แลนด์ (ศึกษาเพิ่มเติมจากแรงบันดาลใจในข้อเสนอ ศิวะ รณยทธ์, โมเดลสวิส เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมสยาม: กรณีศึกษา เพื่อสร้างสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย, เมษายน 2554 ) เพื่อสร้างสหพันธรัฐสยามให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย

ภายใต้การออกแบบรัฐบนรากฐานชนชาติ ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ สหพันธรัฐสวิส หรือ Confoederatio Helvetica (CH) ซึ่งตั้งบนฐานรากของโครงสร้างรัฐบาล 3 ระดับ(กลาง แคว้น และเมือง(ชุมชน))

สวิสได้ชื่อว่าประชาชนมีเสรีภาพมากที่สุดประเทศหนึ่ง มีดัชนีความสุขของพลเมืองในระดับหัวแถว ไม่เคยเข้าสู่สงครามใหญ่และเล็กนับตั้งแต่ปี..1848 เป็นต้นมา มีความก้าวหน้าจากทุนนิยมเสรีมากที่สุด มีรายได้ประชากรต่อหัวสูงกว่าทุกชาติในยุโรปและญี่ปุ่น มีสาธารณูปโภคระดับหัวแถวของโลก ค่าเงินสวิสฟรังก์แกร่งแถวหน้าของโลกและผันผวนต่ำกว่าสกุลอื่นๆ เป็นชาติส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับสองของโลกโดยที่ไม่มีวัตถุดิบในประเทศ เป็นผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำของโลกโดยที่ไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ มีสถาบันการเงินและบริษัทข้ามชาติทางด้านยา เคมีภัณฑ์ และวิศวกรรมมีชื่อเสียงระดับโลกที่ไม่เคยถูกข้อหาเป็นทุนผูกขาด มีบริษัทผลิตเครื่องยนต์สำหรับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ระดับโลก โดยที่ไม่มีดินแดนติดต่อกับทะเลแม้แต่น้อย

ความมั่งคั่งข้างต้น ได้นำมาซึ่งความสุขและคุณภาพพร้อมไปด้วย รัฐสวิสได้ชื่อว่ามีธรรมาภิบาลสูงระดับหัวแถวของโลก และดัชนีความสุขของพลเมืองอยู่ในระดับ 1 ใน 5 ของโลกมาตลอดนับแต่จัดทำขึ้นมา

เหตุปัจจัยที่ถือเป็นกุญแจสำคัญของโมเดลสวิสคือ รูปแบบรัฐที่เหมาะสม สร้างเอกภาพที่สอดคล้องกับพลวัตของระบบเศรษฐกิจและกระจายผลประโยชน์ โดยที่ไม่ก็จำเป็นต้องโต้แย้งกับว่าควรจะเป็น สังคมนิยม รัฐสวัสดิการ หรือ ทุนนิยมเสรีหรือโดยรัฐ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.. 1848 ที่ดัดแปลงจากรัฐธรรมนูญ.. 1776 ของสหรัฐฯ

รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสหพันธ์สาธารณรัฐของสวิส ซึ่งได้ข้อสรุปหลังจากผ่านสงครามกลางเมืองและการต่อสู้อันยากลำบากเพื่อให้ได้รูปแบบรัฐที่ต้องการนับครั้งไม่ถ้วน จากรัฐฟิวดัล รัฐขนาดใหญ่แบบสาธารณรัฐ และ สหพันธรัฐ ตลอด 400 ปีเศษจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19

แม้เส้นทางกว่าจะได้มาซึ่งสันติภาพยั่งยืนและเสรีภาพที่เป็นต้นแบบ อาจไม่ต่างจากสังคมอื่น ข้อแตกต่างตรงที่พบความสำเร็จที่ลงตัวยาวนาน โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงในสาระหลัก ถือเป็นความโดดเด่นที่น่าเรียนรู้

โครงการรัฐของสวิส กำหนดให้รัฐบาลส่วนกลางมีอำนาจจำกัด มีคณะรัฐมนตรีแค่ไม่เกิน 15 คน จาก 7 กระทรวง โดยอำนาจของรัฐบาลกลาง ถูกคานอำนาจอย่างซับซ้อนโดยรับสภากลหาง รัฐบาลและรัฐสภาท้องถิ่นของ 22 แคว้น และรัฐบาลท้องถิ่นหลายร้อยแห่งของเมืองและชุมชุน ถูกประกาศใช้ในปี ค.. 1848 ก่อนหน้าที่คาร์ล มาร์กซ และเฟรดริก เองเกลส์จะเขียน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ อันลือลั่นเสร็จในหลายเดือนต่อมาของปีเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนยังสามารถใช้ประชาธิปไตยทางตรง(นอกเหนือจากการชุมนุม)โดยการเรียกร้องให้มีการลงประชามติใน 2 รูปแบบของรัฐบาลจัดการลงประชามติสอบถามความเห็นในเรื่องสำคัญ และประชาชนเกิน 100,000 คนลงชื่อเรียกร้องต่อรัฐสภาให้จัดการลงประชามติ หากรัฐสภามติเห็นชอบ ก็สามารถจัดทำได้

รัฐธรรมนูญ ค.. 1848 นี้ ถือได้ว่าเป็นต้นแบบที่ก้าวหน้าที่สุดของประชาธิปไตยของโลกมาจนถึงปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเพียงแค่ 2 ครั้งภายใต้การลงประชมติคือ การอนุมัติให้สตรีที่มีอายุบรรลุนิติภาวะมีสิทธิเลือกตั้ง สมัครรับเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่าเทียมชาย .. 1971 และการอนุมัติให้สวิสเข้าเป็นสมาชิกภาพของสหประชาชาติ.. 2002 สะท้อนให้เห็นความลงตัวของโครงสร้างทางอำนาจทางการเมืองที่สอดรับกับความต้องการของมวลชน และพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ที่เกิดจากกลุ่มคนหลายเชื้อชาติ หลากความคิด และต่างวัฒนธรรม

รัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจไว้ชัดเจน ยังได้กระจายความมั่งคั่งทางการคลังจากรายได้และภาษีของรัฐเป็น 3 ส่วนชัดเจนคือ 30%เข้ารัฐบาลกลาง 40% เข้ารัฐบาลแคว้น และอีก 30 %เข้ารัฐบาลเมืองหรือชุมชน

ผลลัพธ์คือ รัฐบาลกลางจะมีขนาดเล็กลงจนมีหน้าที่เพียงแค่บริหารงาน 3 ด้านคือนโยบายความมั่นคง เศรษฐกิจการเงิน และ เทคโนโลยี  

แม้รัฐบาลจะมีขนาดเล็ก แต่ขนาดของกองทัพสวิสซึ่งถูกระบุบทบาทเอาไว้ชัดเจน (มีทหารบ้านมากกว่าทหารประจำการ และห้ามปฏิบัติการต่างประเทศ) ยกเว้นเพื่อมนุษยธรรม ไม่ได้ทำให้เลือดนักสู้ของคนสวิสลดน้อยลง เพราะปัจจุบัน คนสวิสทั้งชายและหญิงที่ขึ้นทะเบียนในกองทัพในรัฐบาลกลาง คิดเป็นจำนวนมากกว่า 40% ของพลเมือง  หรือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนในวัยทำงาน สูงเป็นอันดับสองรองลงมาจากอิสราเอลเท่านั้น แต่มีเพียง 5% ของทหารในกองทัพที่เป็นทหารประจำการอาชีพเต็มเวลา ส่วนที่เหลือเป็นทหารเกณฑ์ ทหารอาสา และทหารบ้านของแต่ละแคว้น และชุมชน (ทหารในกองทัพทุกคนได้รับการฝึกฝนให้ใช้อาวุธสมัยใหม่ และมีอาวุธครอบครองในที่อยู่อาศัย โดยที่มีสถิติคดีอาชญากรรมน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก)

โมเดลของรัฐแบบสวิสตอกย้ำข้อเท็จจริงว่า หากรัฐถูกออกแบบให้มีโครงสร้างที่เหมาะสม ให้มีรัฐและระบบการปกครองที่กระจายตัว มีขนาดเล็ก แต่ประสิทธิภาพสูง เอื้อประโยชน์ทั้งสร้างและกระจายความมั่งคั่งภายใต้กลไกภาษีที่เป็นธรรม การมีส่วนร่วมของมวลชนที่เป็นใหญ่ผ่านระบบการเมืองการปกครองที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือข้าราชการครอบรัฐเบ็ดเสร็จ ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่ต้องรอฟ้าประทาน

ประชาธิปไตยแบบสวิส ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของคนไปลงบัตรเลือกตั้ง หรือ คุณธรรมส่วนตัวของนักการเมือง แต่เกิดจากรากฐานของฉันทามติร่วมว่าต้องการรัฐเล็กที่มีการถ่วงดุลเหมาะสมโดยไม่จำต้องมีอุดมการณ์ที่ตายตัว และไม่ต้องการลัทธิชาตินิยมคับแคบ แต่เน้นการมีส่วนร่วม และขันติธรรมในความแตกต่าง

คนสวิสถือหลักคิดว่า ประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน มีคุณค่าเกินกว่าการเลือกตั้ง การแย่งชิงอำนาจของกลุ่มหรือพรรคการเมือง หมายถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่มีความเชื่อหลากหลายอย่างขันติธรรม เสมอภาค และยุติธรรม ในเรื่องของลัทธิศาสนา ศิลปะวรรณกรรม การศึกษา ทั้งในที่สาธารณะและส่วนตัว หรืกระทั่งในกองทัพ

การเลือกตั้งทั่วไปของรัฐสภาเพื่อไปตั้งรัฐบาลกลาง มีสถิติชัดเจนว่าคนสวิสไปใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่เคยเกินกว่า 35% และรัฐบาลกลางหลังเลือกตั้ง ก็มักจะเป็นรัฐบาลผสมมากกว่ารัฐบาลเสียงข้ามมาก

ขณะที่ การเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นในระดับแคว้น หรือ เมือง หรือเทศบาล มีคนไปใช้สิทธิเฉลี่ยเกิน 90% และรัฐบาลท้องถิ่นก็มีประสิทธิภาพสูง พร้อมกับให้ความร่วมมือกับรับบาลกลางผ่านกระบวนการหารือโดยเฉพาะในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่จำเป็น

ผลพวงของการมีโครงสร้างรัฐเล็กในสังคมที่พลเมืองมีส่วนร่วมอย่างยืดหยุ่น ทำให้สวิสมีระบอบเศรษฐกิจและกระจายผลประโยชน์ที่ลงตัว มีบริษัทข้ามชาติในระดับโลก โดยไม่ถูกข้อกล่าวหาในประเทศว่าเป็นทุนผูกขาด ในขณะที่ขันติธรรมทางการเมือง ทำให้การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ก็ลดความเข้มข้นลงโดยไม่กระทบต่อพัฒนาการทางปัญญาอื่นๆของสมาชิกในสังคม

ข้อเสนอนี้ของผู้เขียน อาจจะมาก่อนกาล ซึ่งผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย อาจเรียกว่าเป็นข้อเสนอแบบ “ยังไม่เห็นน้ำ รีบตัดกระบอก” หรือเป็นแค่ Dream of Scipio (ฝันกลางวันของคิเคโร่) แต่แผนที่นำทางนี้ (ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยจากเบื้องบนอย่างแน่นอน) หากได้รับการพิจารณา ย่อมถือเป็นข้อเสนอที่สำคัญในการชี้ทางออกของสังคมหลังยุคเผด็จการที่มีความยั่งยืนสูงสุด เพราะได้ผ่านการพิสูจน์เชิงรูปธรรมมาแล้วกว่า 160 ปี

ตราบใดที่ เป้าหมายของสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรมในความมั่งคั่ง ยังไม่ปรากฏเป็นจริง เราไม่ควรจำกัดตัวเองที่จะฝันถึงสังคมที่ดีกว่าในอนาคต มิใช่หรือ


ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนขอย้ำว่า ข้อเสนอนี้ ยังมีประเด็นคั่งค้างให้พิจารณาหาข้อยุติ ทั้งทางอุดมการณ์ และจัดตั้งกันอีกมากมาย อาทิ การสร้างหลักประกันรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองทุกระดับภายใต้กรอบสัญญาประชาคมและนิติธรรม เพื่อให้สังคมสยามหลังยุคเผด็จการเป็นสังคมเปิด มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย โปร่งใส และกระตุ้นศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของพลเมือง ซึ่งจะกล่าวถึงในโอกาสต่อๆไป เท่าที่เงื่อนไขจะเปิดให้








เรื่องแถลงการณ์ปลอม เป็นข่าวในสื่อนอกทันควัน!! คุณจะปิดอย่างไร วันนี้ ไม่สำเร็จอีกต่อไปแล้ว!!!




Channel News Asia (3 กพ 2558) ตีข่าวกรณี ที่มีแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ซึ่งมีตรายางของกษัตริย์ประทับชัดเจน และมีลายเซนกษัตริย์ชัดเจน เป็นแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการป่วยของตัวกษัตริย์ขณะนี้ และแผนการในการสืบราชบัลลังก์

แต่ทางรัฐบาลไทย ได้ออกมาปฏิเสธ และอ้างว่าเป็นแถลงการณ์ปลอม โฆษกตำรวจ ได้ออกมาแถลงว่าน่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นจาก "นอกประเทศไทย" เพื่อสร้างความปั่นป่วนในประเทศ

รายงานข่าวยังให้ข้อมูลว่าสื่อใหญ่ๆ ในไทย ต่างก็รายงานเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ลงแถลงการณ์ เพราะอาจมีความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์ ที่อาจติดคุกถึง 20 ปี

http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/thailand-probes-fake/1634518.html

ตัวแถลงการณ์อาจจะปลอม หรืออาจจะจริง นั่นไม่ใช่สาระ เพราะนัยยะของเหตุการณ์นี้ บอกถึงความปั่นป่วนของชนชั้นนำ ที่ไม่อาจกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้เหมือนสมัยก่อน ส่วนประชาชน เรามองเรื่องนี้อย่างไม่ให้ราคา เพราะเราเดินหน้า "เปลี่ยนระบอบ" ประเทศไทย เท่านั้น ไม่แวะดูลิเก!!

กระแสตีกลับคสช.เป็นรัฐบาลเถื่อน


คสช.ปฏิเสธแถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่13อย่างน่าสงสัย!?!? และทำไมไม่ปฏิเสธคำรายงานของรองสมุหราชองครักษ์ที่ออกเผยแพร่ก่อนหน้านี้ทั้งๆที่มีเนื้อความตรงกัน!?!?
--------------------

เมื่อเปรียบเทียบเนื้อความในเอกสารเอกสารทั้งสองจะเห็นชัดเจนว่ามีเนื้อความตรงกันว่าในหลวงไม่สามรถจะปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้แล้วซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลคสช.และประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยเพราะเมื่อในหลวงไม่สามารถทรงพระอักษรได้นานแล้วก็แสดงชัดเจนว่าพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกฯและรัฐมนตรีเป็นของปลอมทั้งสิ้น,แสดงว่ามีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงที่จำเป็นจะต้องปิดบังพระอาการที่เป็นจริงของในหลวงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง,ซึ่งความผิดน่าจะอยู่ที่ตัวประยุทธ์และครม.แต่กลับไปไล่จับแพะที่เป็นเรื่องปลายเหตุ,และเมื่อจับผู้เผยแพร่เป็นพนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ก็ไม่กล้าดำเนินคดีเพราะกลัวความลับจะแตก

เรื่องนี้ความจริงจะปรากฎในเร็วๆนี้เมื่อในหลวงไม่ทรงปรากฎพระวรกายได้หรือปรากฎได้แต่อยู่ในสภาพที่ไม่อาจขยับพระกรได้ประชาชนก็จะรู้ความจริงว่าคสช.เป็นรัฐบาลเถื่อนที่ใช้เอกสารปลอม



รายงานพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทางกองกิจการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ขอแจ้งข่าวให้ท่านโปรดทราบ เรื่องพระอาการของ ๙๐๑ ตามจริง เพื่อให้ร่วมกัน ส่งแรงใจถวายพระพร

- - - - - - - - - - 

พระอาการของพระบาทสมเด็จเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนี้พระอาการทรงตัว แต่ไม่สามารถนั่งประทับให้พระวรกายตรงมั่นคงได้ คณะแพทย์จึงต้อง ถวายใส่ชุดรัดหลังให้แก่พระองค์ท่าน ตั้งแต่ตอนที่เสด็จแปรพระราชฐาน 2 ครั้งล่าสุด (ที่ผ่านมา)

พระหัตถ์ทั้งสองข้าง อ่อนกำลัง ทรงไม่สามารถแม้แต่จะยกพระหัตถ์ขึ้นมาโบกทักทายให้แก่ประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จได้ ดังนั้น หากต้องมีพระราชหัตถเลขาใดๆ ก็จะทรงลำบากมาก (หมายเหตุ ทางกองงาน ๙๐๔ ไม่แน่ใจว่า ราชเลขานุการฯ หรือราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง หรือกรมวังผู้ใหญ่ท่านใดเป็นจัดแจงการลงพระราชหัตถเลขา เพราะพระองค์ท่านขยับพระหัตถ์ไม่ไหวแล้ว)

ทรงสามารถขยับพระพักตร์ขึ้นลง และทรงขยับพระพักตร์หันไปมาได้เล็กน้อย การกระพริบพระเนตรทรงทำได้ปกติ มีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

พระองค์ท่าน ไม่สามารถมีพระราชดำรัสเป็นระยะเวลานานได้ๆ ทรงมีพระราชดำรัสได้เพียงสั้นๆ ทรงเปล่งพระสุรเสียงได้เป็นคำๆ ไม่เป็นประโยค และเป็นไปอย่างลำบาก

ผลการตรวจพระโลหิตพบว่า ผลเป็นปกติ อาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิตดีขึ้นเป็นลำดับ (จากเมื่อเดือนครึ่งก่อนหน้านี้ พระหทัยเต้นสม่ำเสมอ สัญญาณชีพปกติ) คณะแพทย์ให้เสวยพระกระยาหารอ่อนๆ และเสริมสารอาหารให้ทางหลอดพระโลหิต (บ้าง)

- - - - - - - - - - 

เมื่อพระวรกายดีขึ้น คณะแพทย์จะกราบบังคมทูล ให้พระองค์ท่านเสด็จแปรพระฐานอีกครั้ง แต่การที่ประชาชนจะคาดหวังให้พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัส หรือโบกพระหัตถ์ให้ ก็จะเป็นการมิสมควร เพราะทรงประชวรอยู่

คณะแพทย์จำต้องปกปิดพระอาการตามจริงของพระองค์ท่านหลายครั้งแล้ว จึงขอแจ้งให้เหล่าข้าฯ ได้ร่วมรับรู้รับทราบโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะ ธ ทรงเป็นหลักชัยแก่พสกนิกรชาวไทย 

- - - - - - - - - - 

ข้อสังเกตุที่ควรทราบ และสังเกตุว่า ในปี ๒๕๕๘ นี้ จะเป็นปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๙ ปี และในปี ๒๕๕๙ จะเป็นปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๗๐ ปี เหตุใดรัฐบาลทหาร คสช. ที่มักกล่าวอ้างถึงพระองค์ท่านเสมอๆ จึงไม่มีการเตรียมการเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญอันเป็นมงคลดังกล่าว ให้สมพระเกียรติยศ 

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
พลอากาศเอก รังสันต์ ดิษฐบรรจง
รองสมุหราชองครักษ์